
ผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้อง “ประธาน กสทช.” ขอวินิจฉัยอำนาจคณะกรรมการสรรหา
ผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้อง “ประธาน กสทช.” ขอวินิจฉัยอำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ต้องเคลียร์ข้อกฎหมายก่อนตรวจสอบคุณสมบัติหลังแต่งตั้ง
KEY
POINTS
- ประธาน กสทช. ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้วินิจฉัยอำนาจของ "คณะกรรมการสรรหา กสทช."
- ประเด็นหลักคือ คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งสิ้นสุดภารกิจแล้ว ยังมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการ กสทช. ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่
- ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยชี้ถึง "ช่องว่างทางกฎหมาย" เกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการ หลังได้รับการแต่งตั้ง และเคยเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจาก “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช. หลังยื่นขอให้ทบทวนการนำความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกามาใช้ตรวจสอบสถานะการดำรงตำแหน่ง พร้อมขอวินิจฉัยให้ชัดว่า “คณะกรรมการสรรหา กสทช.” ซึ่งสิ้นสุดภารกิจหลังการสรรหาแล้ว ยังมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่
ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยชี้ปัญหา "ช่องว่างของกฎหมาย" และเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อกำหนดกลไกตรวจสอบให้ชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับหนังสือจาก ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจตามกฎหมายพิจารณากรณีการนำความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 มาใช้เป็นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของตน
สาระสำคัญของคำร้องคือ การขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาดำเนินการเอง หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทบทวนความเห็นดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับการนำความเห็นดังกล่าวไปใช้เป็นฐานในการดำเนินการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ สถานะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. จนกว่าจะมีข้อยุติทางกฎหมายที่ชัดเจน
ปมขอวินิจฉัย"คณะกรรมการสรรหาฯ"ยังมีอำนาจหลังแต่งตั้งหรือไม่
ประเด็นหลักที่ประธาน กสทช. ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา คือ การตีความอำนาจของ "คณะกรรมการสรรหา กสทช." ว่า ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการสรรหา และมีการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. แล้ว คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจตรวจสอบหรือวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้วหรือไม่
หนังสือระบุว่า เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาควรสิ้นสุดลงตามกรอบของกฎหมาย อีกทั้งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มิได้บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหากลับมาตรวจสอบหรือวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช. ภายหลังได้รับการแต่งตั้งไว้โดยชัดแจ้ง
ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.ชี้คณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ
ประธาน กสทช. ยังอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งวางหลักไว้ว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นองค์กรเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เท่านั้น และเมื่อการสรรหาเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเห็นว่า มาตรา 15/1 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาเฉพาะการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ "ผู้สมัคร" เข้ารับการสรรหาเท่านั้น ไม่ได้กำหนดกลไกสำหรับการตรวจสอบกรณีที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งแล้วเกิดปัญหาเรื่องคุณสมบัติในภายหลัง
ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยชี้"ช่องว่างของกฎหมาย"
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยมีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ "ช่องว่างของกฎหมาย" โดยเห็นว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนว่า หากกรรมการ กสทช. ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามภายหลังได้รับการแต่งตั้งแล้ว หน่วยงานใดจะเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบ วินิจฉัย และแจ้งผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่กระบวนการพ้นจากตำแหน่ง
ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้เสนอแนะให้สำนักงาน กสทช. และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ศึกษาและพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อกำหนดหน่วยงาน กลไก และอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการ กสทช. หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต
ยื่นถึง กมธ. ICT วุฒิสภา ขอทบทวนรายงานชุดเดิม
นอกจากการยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประธาน กสทช. ยังได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ICT) วุฒิสภา ขอให้พิจารณาทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติของตนอีกครั้ง
โดยให้เหตุผลว่า รายงานของคณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดก่อน ยังไม่เคยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาก่อนสมาชิกภาพของวุฒิสภาชุดดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงยังเป็นเพียงเอกสารภายในของคณะกรรมาธิการ และยังไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย
ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า จุดยืนของประธาน กสทช. ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มีหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดอำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง และใช้ข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำความเห็นทางกฎหมาย หรือเอกสารที่ยังมีข้อโต้แย้ง ไปใช้เป็นฐานในการดำเนินการที่อาจกระทบต่อสิทธิ สถานะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง ก่อนที่ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจะได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ
อยู่ระหว่างการพิจารณาของ 2 หน่วยงาน
ปัจจุบัน ทั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่ประเด็นเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. และกลไกการตรวจสอบคุณสมบัติภายหลังการแต่งตั้ง ยังคงเป็นข้อกฎหมายสำคัญที่รอการตีความและวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระในอนาคต






