
เปิดบัญชี 6,000 รายชื่อนิรโทษกรรม ใครได้ตั๋วกลับบ้าน-ใครถูกขังลืม
เจาะลึกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ 306 เสียง ปลดล็อกคดีการเมือง 2 ทศวรรษ คืนอิสรภาพให้แกนนำ กปปส.-นปช.-พันธมิตรฯ "ปิดตาย" คดี ม.112 พร้อมเงื่อนงำอานิสงส์คดีเลือก สว. ที่ซ่อนอยู่ในบัญชีแนบท้ายกลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ
KEY
POINTS
- สภาฯ ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องคดีการเมืองกว่า 6,000 ราย จาก 5 กลุ่มหลักที่ขัดแย้งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เช่น กลุ่มพันธมิตรฯ, นปช., กปปส. และกลุ่มราษฎร
- ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกยกเว้นไม่ได้รับการนิรโทษกรรมในทุกกรณี ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านคัดค้านอย่างหนัก
- มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเพิ่มความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สว. ที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตเข้าไปในร่างฯ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
- อำนาจชี้ขาดสุดท้ายอยู่ที่ "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าคดีใดมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและสมควรได้รับนิรโทษกรรม
มติเสียงข้างมาก 306 ต่อ 141 ของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นการปิดฉากการรอคอยอันยาวนานของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ผ่านการพิจารณาตามการแก้ไขของวุฒิสภากำลังจะกลายเป็นกฎหมายที่คืนลมหายใจให้กับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองกว่า 6,000 คน ยกเว้นอีกกลุ่มที่ยังติดอยู่ในกำแพงเหล็กจากความผิดเกี่ยวกับคดี ม.112
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ามีกลุ่มการเมืองหลัก 5 กลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ซึ่งครอบคลุมเหตุการณ์ความขัดแย้งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
1. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งกรรมาธิการได้เพิ่มความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเข้าไปเพื่อให้ครอบคลุมโดยมีแกนนำอย่าง นายสุริยะใส กตศิลา และนายสำราญ รอดเพชร อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์
2. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่เคลื่อนไหวในช่วงปี 2550-2553 ประมาณ 1,150 คน นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายนิสิต สินธุไพร
3. กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จำนวน 221 คน มีรายชื่อแกนนำระดับ "บิ๊ก" ครบชุด อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายถาวร เสนเนียม, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นางทยา ทีปสุวรรณ, นายพุทธิพงษ์ ปุณกัณต์, นายชุมพล จุลใส และ อดีตพระพุทธะอิสระ
4. กลุ่มต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหาร
5. กลุ่มราษฎรและเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มทะลุแก๊ซและแฟลชม็อบต่าง ๆ จำนวน 1,683 คน ซึ่งจะพ้นผิดในคดีอาญาและแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม
ตั้งข้อสังเกตสร้างความแปลกใจให้กับหลายฝ่าย
อย่างไรก็ดี มีการตั้งข้อสังเกตซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับหลายฝ่าย คือ การที่วุฒิสภาเพิ่มความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 เข้าไปในบัญชีนิรโทษกรรมเป็นลำดับแรก ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง เช่น คดีการฮั้วหรือการเลือกที่ไม่เป็นธรรม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สส.ประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า กฎหมายนี้ไม่ได้มีเจตนานิรโทษกรรมคดีฮั้วเลือก สว. โดยตรง
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจที่พรรคประชาชนคัดค้านอย่างหนัก คือ การที่วุฒิสภาแก้ไขมาตรา 11 เพื่อล็อกไม่ให้นำการนิรโทษกรรมไปใช้กับความผิดตามมาตรา 112 ในทุกกรณีเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านให้น้ำหนักตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีซึ่งเดิมสภาผู้แทนราษฎรเคยเปิดช่องให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูเพื่อยุติคดีได้ ก็ถูกตัดสิทธิ์นี้ออกไป
นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน อภิปรายว่า มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับผู้เห็นต่าง การไม่รวมคดีนี้เข้าในการนิรโทษกรรมเปรียบเสมือนการเลือกมองไม่เห็นบาดแผลและอาจทำให้เยาวชนที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่า ถูกเลือกปฏิบัติ ขณะที่ฟากรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยโดยนายธงธรรม เวชยชัย มองว่านี่คือ "ก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง" ซึ่งมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นเพื่อให้คนอีก 6,000 คนไม่ต้องรอรับอิสรภาพไปอีก 1 ปี หากต้องตั้งกรรมาธิการร่วม
ทั้งนี้ แม้ว่ากฎหมายจะระบุกลุ่มเป้าหมายไว้แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จำนวน 9 คนที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า คดีใดมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและสมควรได้รับนิรโทษกรรมจึงถูกมองว่าเป็นไม้ตายสำคัญที่รัฐบาลจะใช้ควบคุมทิศทางของการล้างคดีในอนาคต
วันนี้ท่ามกลางตัวเลขผู้พ้นผิดกว่า 6,000 ราย ยังคงต้องจับตาดูกันว่า กฎหมายที่ถูกมองว่า นิรโทษกรรมแบบเลือกข้างนี้จะนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนหรือจะเป็นเพียงการทิ้งระเบิดเวลาลูกใหม่ไว้







