
ศาล รธน.ตีตกคำร้อง“ณัฐธิดา”ฟ้อง กกต.ปมพิมพ์บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สส.
ศาลรัฐธรรมนูญเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง “ณัฐธิดา” ฟ้อง กกต. ปม บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง-ไม่มีหลักฐานหักล้างการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของ น.ส.ณัฐธิดา ที่ยื่นฟ้อง กกต. กรณีพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ
- ผู้ร้องอ้างว่า การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และอาจเป็นการละเมิดสิทธิเลือกตั้ง
- ศาลให้เหตุผลว่า คำร้องเป็นเพียงการแสดงความเห็น และผู้ร้องไม่ได้แสดงให้เห็นว่า ตนถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเสียหายโดยตรง จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยื่นคำร้องตามกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงาน กกต. กรณีกำหนดให้พิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้างว่าทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับและละเมิดสิทธิเลือกตั้ง ศาลชี้คำร้องเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ผู้ร้องไม่ได้แสดงให้เห็นว่าถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเสียหายโดยตรง อีกทั้งไม่มีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงรองรับว่า การใช้บาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีและมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร ยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ขอให้ศาลตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกำหนดให้ใช้เพียงรหัสคิวอาร์ (QR Code) เท่านั้น แต่กลับมีการจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) ลงบนบัตรเลือกตั้งด้วย
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังอ้างถึงข้อร้องเรียนของบุคคลอื่นที่แสดงความกังวลว่า การมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการออกเสียงเลือกตั้ง และอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 25 และมาตรา 41 (3)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ผู้ร้องไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่า ตนเองเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง หรือได้รับความเดือดร้อน หรือความเสียหายจากการดำเนินการของ กกต. และสำนักงาน กกต. แต่อย่างใด
ศาลเห็นว่า เนื้อหาของคำร้องเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและการตั้งข้อสังเกตของผู้ร้อง โดยมิได้แสดงข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่สามารถสนับสนุนข้อกล่าวอ้างว่า การจัดพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับ หรือส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิเลือกตั้งตามที่กล่าวอ้าง
อีกทั้ง ผู้ร้องยังไม่ได้อธิบายเหตุผลหรือข้อโต้แย้งที่เพียงพอว่าการใช้บาร์โค้ดส่งผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างไร จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสถานะเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ส่งผลให้คดีดังกล่าวยุติลงตั้งแต่ชั้นรับคำร้อง โดยศาลไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้ง หรือวินิจฉัยว่าการดำเนินการของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากคำร้องไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้






