
“ธนาธร”เฮ ศาลยกฟ้องคดีหมิ่น“สุชาติ ชมกลิ่น”ชี้ไม่ได้ระบุตัวตน
ศาลอาญายกฟ้อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คดีหมิ่นประมาท “สุชาติ ชมกลิ่น” ปมแรงงานเก็บเบอร์รี่ ชี้ไม่ระบุตัวบุคคลชัด - เป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
KEY
POINTS
- ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในข้อหาหมิ่นประมาทและผิดกฎหมายเลือกตั้ง
- ศาลชี้ว่าคำให้สัมภาษณ์ของ นายธนาธร ไม่ได้ระบุตัวตนผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท
- ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในประเด็นสาธารณะ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ
ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องคดี “สุชาติ ชมกลิ่น” ฟ้อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ข้อหาหมิ่นประมาทและผิดกฎหมายเลือกตั้ง กรณีให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับประเด็นแรงงานเก็บเบอร์รี่ โดยศาลเห็นว่าไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลใด และเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตในประเด็นสาธารณะ
วันที่ 29 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.645/2569 ที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.
ประเด็น"สุชาติ"ฟ้อง"ธนาธร"
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 จำเลยได้ใส่ความโจทก์ผ่านรายการ “ถกไม่เถียง” ในห้วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จำเลยมีเจตนาจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ลงคะแนนเลือกโจทก์เป็น ส.ส.ด้วยวิธีการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยความเท็จ
นอกจากนี้ การกระทำของจำเลยยังเป็นการทำละเมิด ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 และมาตรา 159
และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 20 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งแทนโจทก์
ศาลอธิบายขอบข่ายการหมิ่นประมาท
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์มีมูลพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น ต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวผู้ถูกใส่ความอันเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือ หากไม่ระบุถึงบุคคลผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่า หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
และความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณา ต้องพิเคราะห์จากข้อความที่เผยแพร่เท่านั้นว่า บุคคลทั่วไปที่รับฟังสามารถทราบได้หรือไม่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นผู้ใด หากต้องสืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงจากแหล่งอื่นในภายหลัง จึงทราบความหมายว่าข้อความที่กล่าวหมายถึงผู้ใดแล้ว ย่อมแสดงว่า ข้อความที่กล่าวอ้างยังไม่ถือเป็นข้อความหมิ่นประมาทในตัวเอง
จำเลยไม่ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาชัดแจ้ง
เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ จำเลยไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่า ผู้ใดถูกกล่าวหา หรือมีส่วนกระทำความผิดในขบวนการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ใช้แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ แม้จะกล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิภาคและประเภทการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เพื่อจำกัดผู้เกี่ยวข้องก็ตาม แต่บุคคลที่รับฟังรายการโดยทั่วไปย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้อย่างเจาะจงว่าหมายถึงโจทก์เท่านั้น หากแต่ต้องสืบค้นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เป็นปัจจัยภายนอกที่ยังไม่มีความชัดเจน
อีกทั้งถ้อยคำของจำเลยนั้น สอดคล้องกับข้อมูลข่าวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐมนตรี กรณีจึงเป็นเพียงการนำข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการเปิดเผย โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐมาสื่อสารต่อสาธารณชนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
ไม่มีมูลเพียงพอที่จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา
นอกจากนี้ จำเลยมีเจตนาชี้แจงถึงมาตรฐานการทำงานของพรรคการเมือง ซึ่งไม่ปกป้องผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยเปรียบเทียบและยกตัวอย่างตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจริง เชื่อมโยงกับการตั้งคำถามในรายการ ทั้งเป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประกอบกับโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ย่อมตกอยู่ภายใต้ความคาดหวังของสังคม และต้องพร้อมรับการตรวจสอบความโปร่งใส หากโจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า ตนเองบริสุทธิ์ และมิได้มีส่วนพัวพันกับขบวนการทุจริตดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเพื่อหักล้างข้อสงสัยและอธิบายความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ
ในชั้นนี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า เป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ลงคะแนนเลือกโจทก์ด้วยการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือ จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลเพียงพอที่จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ พิพากษายกฟ้อง






