KEY
POINTS
วันที่ 12 มกราคม 2569 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความผู้รับมอบอำนาจของ นายเบน สมิธ นักธุรกิจชื่อดัง สัญชาติแอฟริกาใต้-กัมพูชา ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ศาลอาญาได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่ นายเบน สมิธ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในข้อหาหมิ่นประมาท
คดีดังกล่าวมีที่มาจากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยพาดพิงและเอ่ยชื่อ นายเบน สมิธ กล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องหรือพัวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะว่าเป็น “สแกมเมอร์ระดับแมมมอธ” ซึ่งฝ่ายนายเบน สมิธ เห็นว่าเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจอย่างร้ายแรง
นายวิฑูรย์ ระบุว่า ภายหลังจากการอภิปรายดังกล่าว นายเบน สมิธ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐาน และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเห็นว่าการอภิปรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการตรวจสอบโดยสุจริต แต่เป็นการใส่ร้ายโจทก์ต่อสาธารณชน
ทั้งนี้ ศาลอาญาได้พิจารณาคำฟ้องและมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งตามกระบวนการกฎหมาย หมายความว่าศาลเห็นว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะไต่สวนและพิจารณาต่อไป
“การที่ศาลรับฟ้อง แสดงว่าศาลเห็นว่าคดีนี้มีมูลว่า นายรังสิมันต์อาจกระทำการหมิ่นประมาทจริง ใส่ร้ายจริง ไม่ใช่คดีที่ฟ้องโดยไม่มีมูลอย่างที่บางฝ่ายพยายามกล่าวอ้าง” นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวิฑูรย์ ยังฝากเตือนไปยังนักการเมืองทุกพรรคว่า การหาเสียงหรือการอภิปรายทางการเมืองสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำชื่อของนายเบน สมิธ ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแท้จริง
“คุณเบน สมิธ ไม่ได้เป็นบุคคลทางการเมือง แต่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องจนเกิดความเสียหาย ดังนั้น หากยังมีการใส่ร้ายหรือกล่าวหาซ้ำอีก ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี ไม่มีการยอมความ” นายวิฑูรย์ กล่าว
ที่มา: นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความผู้รับมอบอำนาจของนายเบน สมิธ
สำหรับเหตุผลที่ศาลประทับรับฟ้องนั้น มีรายงานว่า เนื่องจากศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 และวัตถุพยานหมาย วจ.1 ซึ่งเป็นการอภิปรายการโพสต์ข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอลงในแอปพลิเคชัน Facebook บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของจำเลย
เมื่อบุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามได้เห็นข้อความแล้วอาจทำให้บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สาม เข้าใจว่า โจทก์มีพฤติกรรมเป็นบุคคลหรือผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในกลุ่มคนที่ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่น เพื่อได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในทางที่ไม่ชอบ มีพฤติกรรมโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินและเป็นการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายกฎหมาย
คำกล่าวอภิปราย และการกระทำของจำเลยตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาในประการที่ทำให้โจทก์นั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยกล่าวและโพสต์ข้อความภาพถ่าย และคลิปวิดีโอในขณะที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. แต่ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในที่ประชุม ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์
และการกล่าวด้วยถ้อยคำนั้น มีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา ละเมิดสิทธิในทางแพ่งของบุคคลอื่น โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อม มิใช่สมาชิกแห่งรัฐสภานั้น ไม่มีมีโอกาสชี้แจงอภิปรายโต้แย้งจำเลย จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 124
ส่วนการที่จำเลยแถลงว่า การกระทำของจำเลยได้รับการยกเว้นความผิด หรือ ยกเว้นโทษจากความผิด หรือยกเว้นโทษ ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นการแสดงความเห็นหรือข้อความโดยสุจริต แต่การอภิปรายของจำเลย เป็นการกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาในวาระการแสดงนโยบายของรัฐบาล
แม้จำเลยในฐานะ สส.จะมีสิทธิ์อภิปรายซักถามแนวทางการดำเนินการตามนโยบาย และเนื้อหาเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น แต่เมื่อการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ โดยที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด และไม่ได้ไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดในขณะนั้นว่า โจทก์เป็นตัวการร่วมการกระทำความผิดเป็นสกรัมเมอร์ ร่วมกันฟอกเงินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ในชั้นนี้เห็นว่า คดีของโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ให้ประทับรับฟ้องพิจารณา
โดยศาลนัดพร้อมคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายวันที่ 23 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น.