ศาลอาญารับฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” คดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ”

12 ม.ค. 2569 | 07:28 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 09:18 น.

ศาลอาญารับฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” คดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” ปมอภิปรายพัวพันแก๊งสแกมเมอร์ ทนายลั่นศาลเห็นว่าคดีมีมูล ใครใส่ร้ายฟ้องหมด

KEY

POINTS

  • ศาลอาญามีคำสั่งรับฟ้องคดีที่ นายเบน สมิธ นักธุรกิจสัญชาติแอฟริกาใต้-กัมพูชา ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม ในข้อหาหมิ่นประมาท นัดพร้อมคู่ความวันที่ 23 ก.พ. 2569
  • คดีมีสาเหตุมาจากการที่ นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายในสภาฯ กล่าวหาว่า นายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
  • ฝ่าย นายเบน สมิธ ชี้ว่า การกล่าวหาดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจ โดยศาลเห็นว่า คดีมีมูลเพียงพอที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

วันที่ 12 มกราคม 2569 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความผู้รับมอบอำนาจของ นายเบน สมิธ นักธุรกิจชื่อดัง สัญชาติแอฟริกาใต้-กัมพูชา ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ศาลอาญาได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่ นายเบน สมิธ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในข้อหาหมิ่นประมาท

คดีดังกล่าวมีที่มาจากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยพาดพิงและเอ่ยชื่อ นายเบน สมิธ กล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องหรือพัวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะว่าเป็น “สแกมเมอร์ระดับแมมมอธ” ซึ่งฝ่ายนายเบน สมิธ เห็นว่าเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจอย่างร้ายแรง

นายวิฑูรย์ ระบุว่า ภายหลังจากการอภิปรายดังกล่าว นายเบน สมิธ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐาน และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเห็นว่าการอภิปรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการตรวจสอบโดยสุจริต แต่เป็นการใส่ร้ายโจทก์ต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ ศาลอาญาได้พิจารณาคำฟ้องและมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งตามกระบวนการกฎหมาย หมายความว่าศาลเห็นว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะไต่สวนและพิจารณาต่อไป

“การที่ศาลรับฟ้อง แสดงว่าศาลเห็นว่าคดีนี้มีมูลว่า นายรังสิมันต์อาจกระทำการหมิ่นประมาทจริง ใส่ร้ายจริง ไม่ใช่คดีที่ฟ้องโดยไม่มีมูลอย่างที่บางฝ่ายพยายามกล่าวอ้าง” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ ยังฝากเตือนไปยังนักการเมืองทุกพรรคว่า การหาเสียงหรือการอภิปรายทางการเมืองสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำชื่อของนายเบน สมิธ ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแท้จริง

“คุณเบน สมิธ ไม่ได้เป็นบุคคลทางการเมือง แต่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องจนเกิดความเสียหาย ดังนั้น หากยังมีการใส่ร้ายหรือกล่าวหาซ้ำอีก ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี ไม่มีการยอมความ” นายวิฑูรย์ กล่าว

ที่มา: นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความผู้รับมอบอำนาจของนายเบน สมิธ

สำหรับเหตุผลที่ศาลประทับรับฟ้องนั้น มีรายงานว่า เนื่องจากศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 และวัตถุพยานหมาย วจ.1 ซึ่งเป็นการอภิปรายการโพสต์ข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอลงในแอปพลิเคชัน Facebook บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของจำเลย

เมื่อบุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามได้เห็นข้อความแล้วอาจทำให้บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สาม เข้าใจว่า โจทก์มีพฤติกรรมเป็นบุคคลหรือผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในกลุ่มคนที่ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่น เพื่อได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในทางที่ไม่ชอบ มีพฤติกรรมโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินและเป็นการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายกฎหมาย 

คำกล่าวอภิปราย และการกระทำของจำเลยตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาในประการที่ทำให้โจทก์นั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยกล่าวและโพสต์ข้อความภาพถ่าย และคลิปวิดีโอในขณะที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. แต่ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในที่ประชุม ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ 

และการกล่าวด้วยถ้อยคำนั้น มีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา ละเมิดสิทธิในทางแพ่งของบุคคลอื่น โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อม มิใช่สมาชิกแห่งรัฐสภานั้น ไม่มีมีโอกาสชี้แจงอภิปรายโต้แย้งจำเลย จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 124

ส่วนการที่จำเลยแถลงว่า การกระทำของจำเลยได้รับการยกเว้นความผิด หรือ ยกเว้นโทษจากความผิด หรือยกเว้นโทษ ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นการแสดงความเห็นหรือข้อความโดยสุจริต แต่การอภิปรายของจำเลย เป็นการกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาในวาระการแสดงนโยบายของรัฐบาล

แม้จำเลยในฐานะ สส.จะมีสิทธิ์อภิปรายซักถามแนวทางการดำเนินการตามนโยบาย และเนื้อหาเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น แต่เมื่อการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ โดยที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด และไม่ได้ไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดในขณะนั้นว่า โจทก์เป็นตัวการร่วมการกระทำความผิดเป็นสกรัมเมอร์ ร่วมกันฟอกเงินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ในชั้นนี้เห็นว่า คดีของโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ให้ประทับรับฟ้องพิจารณา

โดยศาลนัดพร้อมคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายวันที่ 23 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น.