
โพลพระปกเกล้า“ชัชชาติ”ครองใจคน กทม. หนุน“ส.ก.สีส้ม”สูงสุด
โพลพระปกเกล้าชี้ “ชัชชาติ” ยังนำโด่งศึกผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครองใจคนกรุงข้ามฐานพรรค ขณะ “ส.ก.สีส้ม” มาแรงอันดับ 1 แต่คะแนนยังไม่นิ่ง คนกรุงพร้อมเปลี่ยนใจช่วงโค้งสุดท้าย
KEY
POINTS
- ผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าชี้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงมีคะแนนนิยมนำสำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากฐานเสียงของหลายพรรคการเมือง
- ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (สีส้ม) ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 27.7%
- ผลสำรวจสะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปัจจัยด้าน "ตัวบุคคล" มีอิทธิพลสูงกว่าพรรค ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ก. ยังคงเปิดกว้างเนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ
สถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ปี 2569 พบ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยังคงเป็นตัวเต็งผู้ว่าฯ กทม. ด้วยคะแนนนิยมที่แผ่ขยายข้ามฐานผู้สนับสนุนหลายพรรคการเมือง ขณะที่การแข่งขันเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ยังเปิดกว้าง โดยผู้สมัครจากพรรคประชาชนนำเป็นอันดับหนึ่ง 27.7% แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจแน่นอน สะท้อนว่าโค้งสุดท้ายยังมีโอกาสพลิกผันได้
สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 25 เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 : ฐานเสียงการเมืองกับการเลือกผู้ว่าฯ กทม. และแนวโน้มเลือก ส.ก. ก่อนโค้งสุดท้าย” ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 คน ครอบคลุมทั้ง 50 เขต
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการศึกษานโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โดย 46.6% ระบุว่าจะศึกษานโยบายอย่างละเอียด ทั้งนโยบายหลักและความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน ขณะที่ 30.1% ระบุว่าจะศึกษาบางส่วนหรือรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก
นอกจากนี้ 12.2% ระบุว่าจะศึกษาพอสมควรเพื่อทำความเข้าใจนโยบายสำคัญ ส่วน 6.6% ยอมรับว่าอาจไม่ได้ศึกษานโยบายอย่างจริงจังมากนัก
โพล“ชัชชาติ”ยังครองใจคนกรุง
เมื่อพิจารณาแนวโน้มการเลือกผู้ว่าฯ กทม. แยกตามพรรคการเมืองที่ประชาชนเคยลงคะแนนเลือก สส.เขต เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดในหลายกลุ่มการเมือง
โดยในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน มีแนวโน้มเลือก นายชัชชาติ 45.4% ขณะที่ฐานผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเลือก 42.1% ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเลือกสูงถึง 54.4% และกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองอื่น ๆ เลือก 52.3%
ส่วนคู่แข่งสำคัญอย่าง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของพรรคตนเอง 30.6%
ด้านฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ พบว่ามีแนวโน้มสนับสนุนนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุดที่ 31.1% รองลงมาคือผู้สมัครรายอื่น 25.8% และนายชัชชาติ 22.7%
ตัวบุคคลมีอิทธิพลเหนือพรรค
สถาบันพระปกเกล้าวิเคราะห์ว่า การแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังคงเป็นสนามที่ “ตัวบุคคล” มีอิทธิพลเหนือ “แบรนด์พรรคการเมือง” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ นายชัชชาติ ที่สามารถดึงคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุนหลากหลายพรรคได้
ขณะที่ฐานเสียงของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ยังมีลักษณะเฉพาะตัว ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดกระแสความนิยมโดยรวม แต่เป็นการแย่งชิงคะแนนจากกลุ่มผู้มีพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกัน
“สก.สีส้ม”นำเป็นอันดับหนึ่ง 27.7%
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผลสำรวจพบว่า ประชาชนตัดสินใจจาก “นโยบาย” มากที่สุด โดย 34.9% ระบุว่าเลือกจากนโยบายที่ผู้สมัครนำเสนอ รองลงมาคือการพิจารณาจากพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่สังกัด 21.9%
ขณะที่ 17.9% พิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา และ 11.6% ตัดสินใจจากตัวบุคคลหรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มองบทบาทของ ส.ก. ในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คาดหวังให้เป็นผู้แทนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่ สามารถนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเมืองและปัญหาเฉพาะเขตได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านพรรคการเมืองและฐานเสียงทางการเมืองยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจไม่น้อย
เมื่อสอบถามว่า หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ส.ก. จะเลือกผู้สมัครจากพรรคใด พบว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ 27.7% รองลงมาคือผู้สมัครอิสระ 18.5% ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 11.5% และผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 10.6%
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการแข่งขันยังไม่ถือว่าชัดเจน เนื่องจากประชาชนจำนวนมาก ยังเปิดรับข้อมูลใหม่และพร้อมปรับเปลี่ยนการตัดสินใจ
โดย 38.3% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจเด็ดขาดและพร้อมพิจารณาทางเลือกอื่น ขณะที่ 32.8% ยืนยันว่าจะเลือกผู้สมัครที่ตัดสินใจไว้แล้วโดยไม่เปลี่ยนแปลง และอีก 15.4% ระบุว่ามีโอกาสเปลี่ยนใจสูง
สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายยังเป็นสนามที่มีความเคลื่อนไหวสูง โดยเฉพาะการแข่งขันเลือกตั้ง ส.ก. ที่คะแนนนิยมยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากผู้สมัครสามารถนำเสนอนโยบายหรือแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ดีกว่า
ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง จะเป็นบททดสอบสำคัญของทุกพรรคและทุกผู้สมัครในการเปลี่ยนฐานความนิยมให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริง ผ่านการสื่อสารนโยบายที่ชัดเจนและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการอาศัยเพียงกระแสพรรคหรือความนิยมส่วนบุคคลของผู้สมัครเท่านั้น






