
'ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ' จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.พรรคประชาชน ก่อนถูกโยงคดี Forex
เปิดประวัติ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากกูรูดิจิทัล ผู้บุกเบิกอีคอมเมิร์ซไทย และนักลงทุนสตาร์ทอัพกว่า 60 บริษัท สู่สนามการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวถูกโยงคดี Forex ที่สังคมกำลังจับตา
KEY
POINTS
- ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจอีคอมเมิร์ซและนักลงทุนสตาร์ทอัพไทย ที่เข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
- มีบทบาทเด่นในสภาฯ จากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท
- ล่าสุดชื่อของเขาถูกเชื่อมโยงกับกระแสข่าวคดี Forex ทำให้ตกเป็นที่จับตาของสังคม ซึ่งพรรคประชาชนระบุว่าพร้อมให้ตรวจสอบหากมีส่วนเกี่ยวข้อง
ชื่อของ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” หรือ “ป้อม” กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังชื่อถูกโยงในกระแสข่าวคดี Forex ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งมีบทบาทเด่นในสภาฯ จากการตั้งคำถามและตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท
ประเด็นดังกล่าวทำให้ภาวุธไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะกูรูดิจิทัล นักธุรกิจเทคโนโลยี หรือนักลงทุนสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่กำลังถูกจับตาในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อยู่บนเส้นทางการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน การตรวจสอบ และคำถามจากสังคม
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าว Forex ยังอยู่ในชั้นของการถูกโยงและรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ฝ่ายพรรคประชาชนระบุว่า หากมีประเด็นใดเกี่ยวข้องก็พร้อมให้ตรวจสอบ และไม่ปกป้องหากพบการกระทำผิด
เส้นทางของภาวุธจึงเป็นมากกว่าประวัตินักธุรกิจดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นภาพของคนเทคโนโลยีที่ขยับจากโลกธุรกิจเข้าสู่สนามการเมืองในวันที่เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งทุนต่างชาติ แพลตฟอร์มข้ามชาติ ความเป็นธรรมของผู้ประกอบการไทย และล่าสุดคือบททดสอบทางการเมือง เมื่อชื่อของเขาถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระแสข่าว Forex ที่สังคมกำลังจับตา
ชีวิตเริ่มจากบ้านค้าขายที่กาญจนบุรี
สภาพแวดล้อมในวัยเด็กทำให้เขาเห็นภาพการทำธุรกิจจริงตั้งแต่เล็ก เห็นทั้งการขายของ การบริการลูกค้า การบริหารต้นทุน และความเหนื่อยยากของผู้ประกอบการรายย่อย
อีกด้านหนึ่ง ภาวุธ เป็นเด็กที่ชอบอ่านการ์ตูน เล่นเกมคอมพิวเตอร์ และเริ่มคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ก่อนจะเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่โลกออนไลน์ยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย
พื้นฐานชีวิต 2 ด้าน คือ “บ้านค้าขาย” และ “เทคโนโลยี” กลายเป็นรากฐานสำคัญที่พาเขาเข้าสู่เส้นทางธุรกิจดิจิทัลในเวลาต่อมา
หลักคิดการทำงาน “ลงมือทำก่อน”
หากต้องสรุปหลักคิดการทำงานของภาวุธให้สั้นที่สุด คำตอบคือ “การลงมือทำ”
เขาไม่ได้เริ่มต้นจากตลาดที่พร้อม ไม่ได้เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ และไม่ได้เริ่มจากธุรกิจที่สังคมเข้าใจแล้วว่าอนาคตจะไปทางไหน แต่เริ่มจากความเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนรูปแบบการค้าขายของไทย
เมื่ออายุ 23 ปี ภาวุธตัดสินใจเดินออกจากธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงกว่า เพื่อไปสร้างธุรกิจออนไลน์ของตัวเองในช่วงที่เมืองไทยยังแทบไม่มีใครทำอีคอมเมิร์ซอย่างจริงจัง
การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะในเวลานั้นผู้บริโภคยังไม่คุ้นกับการซื้อของออนไลน์ ผู้ค้าจำนวนมากยังไม่เชื่อว่าขายของผ่านอินเทอร์เน็ตได้จริง ระบบชำระเงินยังไม่พร้อม และระบบขนส่งยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอีคอมเมิร์ซเหมือนปัจจุบัน
แต่ภาวุธเลือกเดินเข้าไปในสนามที่ยังไม่ชัดเจน เพราะมองเห็นโอกาสก่อนคนจำนวนมาก
จากธุรกิจออนไลน์ยุคแรก สู่สร้างบริษัทจริง
เส้นทางธุรกิจของภาวุธเริ่มต้นชัดเจนในช่วงปี พ.ศ. 2542-2544 เป็นยุคแรกของการทำธุรกิจออนไลน์ มีทีมเพียง 4 คน รายได้แทบไม่มี และยังทำงานกันเหมือนงานอดิเรก แต่เป็นงานอดิเรกที่ทำอย่างจริงจัง
ต่อมาในปี 2543 มีการเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ช่วงปี 2544-2546 ซึ่งเป็นช่วงเรียนรู้จากองค์กรใหญ่ หลังได้รับเงินทุนจากกลุ่ม Mono ทีมงานขยายเป็นประมาณ 12 คน
ภาวุธตัดสินใจออกไปทำงานที่ Hutchison เพื่อสะสมประสบการณ์จากองค์กรขนาดใหญ่ ควบคู่กับการทำธุรกิจออนไลน์ของตัวเองไปด้วย ประสบการณ์จากองค์กรใหญ่ทำให้เขาเห็นความสำคัญของระบบ ทีม โครงสร้างการบริหาร และมาตรฐานการทำงาน
ช่วงปี 2546-2552 เป็นช่วงเร่งการเติบโต เขาลาออกจากงานประจำมาลุยธุรกิจเต็มตัว ขยายบริการออกไปหลายด้าน ทั้งอีคอมเมิร์ซ ระบบชำระเงิน โฮสติ้ง การศึกษา หนังสือ และเอเจนซี ทีมงานเติบโตเป็นกว่า 70 คน
นี่คือช่วงที่ภาวุธถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจออนไลน์ไทย และเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการปลุกตลาดอีคอมเมิร์ซให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
บทเรียนจากทุนโลก ก่อนขยับสู่ Venture Builder
ปี 2552 เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นได้รับความสนใจจาก Rakuten บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากญี่ปุ่น และเกิดดีลธุรกิจมูลค่าหลักร้อยล้านบาท
ดีลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนตัวของภาวุธ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของธุรกิจออนไลน์ไทย เพราะสะท้อนว่าธุรกิจดิจิทัลที่เริ่มจากผู้ประกอบการไทย สามารถเติบโตจนผู้เล่นระดับโลกให้ความสนใจได้
การเข้าร่วมกับ Rakuten ทำให้ภาวุธได้เรียนรู้การทำงานระดับสากล ทั้งวัฒนธรรมองค์กร ระบบบริหาร โครงสร้างธุรกิจ และมุมมองตลาดโลก
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2559-2564 ภาวุธซื้อกิจการ TARAD.com คืนจาก Rakuten และปรับโครงสร้างใหม่ ก่อนขายหุ้นให้กลุ่มเจริญในเครือ TCC Group จำนวน 51% พร้อมเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ประกอบการสู่การเป็นนักลงทุนและ Venture Builder ที่ช่วยสร้างบริษัทเทคโนโลยีไทยรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ภาวุธแตกต่างจากนักลงทุนทั่วไป คือเขาไม่ได้ลงทุนด้วยเงินเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนด้วยประสบการณ์ เครือข่าย และความเข้าใจธุรกิจจากการลงมือทำจริง
เขามีส่วนร่วมก่อตั้งและผลักดันบริษัทอย่างน้อย 6 แห่งให้มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ได้แก่ TARAD.com, Pay Solutions, SHIPPOP, Winter Egency, WISESIGHT และ Creden.co
ลงทุนสตาร์ทอัพกว่า 60 บริษัท
ภายใต้กลุ่ม Efrastructure ภาวุธเดินเกมลงทุนในสตาร์ทอัพและธุรกิจดิจิทัลกว่า 60 บริษัท มียอดขายรวมประมาณ 2.4 พันล้านบาท และมีพนักงานรวมกว่า 1,500 คน
พอร์ตธุรกิจครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้ง E-Commerce, Vertical E-Commerce, E-Logistic, Fintech, Advertising, Big Data & AI, Retail Automation, Health Tech, HR Tech, Robot / Industrial / Energy Tech และ Fund of Fund
หัวใจของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่จำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ที่บริษัทในพอร์ตสามารถเชื่อมต่อกันได้
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเชื่อมกับระบบชำระเงิน ระบบขนส่ง คลังสินค้า การตลาดออนไลน์ ข้อมูลลูกค้า และ AI กลายเป็น Value Chain ที่ช่วยให้บริษัทในเครือข่ายเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเติบโตแบบแยกส่วน
จากนักธุรกิจ สู่คนทำงานสังคม
ตลอดเส้นทางกว่า 25 ปี ภาวุธไม่ได้ทำงานเฉพาะในโลกธุรกิจ แต่ยังเป็นนักเขียน วิทยากร อาจารย์พิเศษ และผู้ให้ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซกับผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก
เขามีบทบาทในการก่อตั้งและผลักดันสมาคมด้านเทคโนโลยีหลายองค์กร ทำงานร่วมกับภาครัฐหลายกระทรวง หลายกรม และหลายคณะทำงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในประเด็นเชิงนโยบายและกฎหมายด้านดิจิทัล
บทบาทเหล่านี้ทำให้ภาวุธเห็นทั้งโอกาสและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจออนไลน์ไทย โดยเฉพาะการแข่งขันที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญจากแพลตฟอร์มข้ามชาติ สินค้านำเข้าราคาต่ำ ระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน และภาระภาษีที่แตกต่างกัน
ในมุมมองของภาวุธ ผู้ค้าไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่เก่งเสมอไป แต่หลายครั้งต้องแข่งขันบนโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มขยับจากการทำธุรกิจ ไปสู่การผลักดันนโยบาย
จุดเปลี่ยนเข้าสู่สนามการเมือง
ก่อนเข้าสู่การเมือง ภาวุธเคยทำหน้าที่เหมือน “ผู้เตือนภัย” ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริการดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
เขาพูดถึงการรุกเข้ามาของทุนจีนและทุนต่างชาติในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย เตือนถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยอาจถูกบีบให้เสียพื้นที่ในตลาดของตัวเอง และตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติหรือไม่
แต่เมื่อทำงานในฐานะภาคเอกชนมาระยะหนึ่ง ภาวุธเห็นข้อจำกัดว่า “เสียงเตือน” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนกฎหมายหรือโครงสร้างนโยบายได้
การแก้ปัญหาระดับประเทศต้องเปลี่ยนในระดับกติกา นโยบาย และกฎหมาย นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาก้าวออกจาก Comfort Zone ของโลกธุรกิจ เข้าสู่สนามการเมือง
สำหรับภาวุธ การเมืองไม่ใช่การเปลี่ยนเส้นทางแบบตัดขาดจากอดีต แต่เป็นการต่อยอดจากประสบการณ์เดิมในสนามที่ใหญ่ขึ้น
จากเดิมที่เตือนภัยเศรษฐกิจดิจิทัล เขาต้องการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเปลี่ยนกติกาได้จริง
สส.สายดิจิทัล กับบทบาทตรวจสอบ TH-AI Passport
หลังเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ภาวุธถูกจับตามองในฐานะนักการเมืองสายดิจิทัลที่มีประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจ
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงมาก คือการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการด้าน AI ของภาครัฐที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโปร
ภาวุธตั้งคำถามหลายด้าน ทั้งที่มาของโครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เงื่อนไข TOR การซื้อผ่านตัวกลาง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และโครงสร้างการประมูลที่อาจทำให้ผู้ประกอบการรายกลางหรือรายเล็กเข้าแข่งขันได้ยาก
ประเด็นนี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งใน สส.ฝ่ายค้านที่มีบทบาทเด่นด้านการตรวจสอบนโยบายดิจิทัลของรัฐบาล
แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชื่อของภาวุธกลับถูกโยงเข้ากับกระแสข่าว Forex จนกลายเป็นอีกประเด็นที่สังคมจับตา
บททดสอบใหม่หลังชื่อถูกโยงข่าว Forex
กระแสข่าว Forex ทำให้ภาวุธต้องเผชิญบททดสอบใหม่ในสนามการเมือง เพราะจากเดิมที่อยู่ในบทบาทผู้ตรวจสอบนโยบายรัฐ เขากลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกสังคมตั้งคำถามและรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การถูกโยงในกระแสข่าว” กับ “ข้อเท็จจริงทางคดี” ซึ่งยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ
สำหรับพรรคประชาชน แกนนำพรรคระบุว่า ภาวุธพร้อมให้ตรวจสอบ หากมีประเด็นเกี่ยวข้องจริง ขณะเดียวกันก็หวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หลังจากภาวุธมีบทบาทตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport อย่างเข้มข้น







