
เปิดศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ-ประชาชน-ปชป.” ปักธงเมืองแห่งโอกาส
เปิดศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ-ประชาชน-ปชป.” ปักธงเมืองแห่งโอกาส : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4205
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 เปิดฉากขึ้น โดยเป็นการแข่งขันระหว่าง 3 ตัวเต็งหลัก คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ), ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และ อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
- ผู้สมัครทั้งสามต่างชูวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็น “เมืองแห่งโอกาส”
- แต่ละฝ่ายนำเสนอนโยบายที่แตกต่างกันเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยชัชชาติเน้น “กรุงเทพฯ ทำงาน” สานต่อนโยบายเดิม, พรรคประชาชนชู “กรุงเทพง่ายๆ” ลดภาระประชาชนและใช้เทคโนโลยี, และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ “สะดวก สะอาด สบาย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) เปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่คึกคักและจับตาอย่างสูงจากคนกรุง
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “ศึกชี้อนาคตเมืองหลวง” ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ทั้งปัญหาเศรษฐกิจเมือง ค่าครองชีพ ระบบขนส่ง น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ความเหลื่อมล้ำ และประสิทธิภาพการบริหารงานของเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรแฝงจำนวนมาก
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 มีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระร่วมชิงชัยอย่างน้อย 14 คน โดยตัวเต็งสำคัญที่ถูกจับตาประกอบด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ในฐานะผู้สมัครอิสระ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน และ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์
ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครปรากฏว่า นายชัชชาติ ได้หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ ได้หมายเลข 10 และ นายอนุชา ได้หมายเลข 5 ก่อนที่ทั้งหมดจะเริ่มเปิดเกมหาเสียงและเดินสายพบประชาชนทันที
“ชัชชาติ”เปิดเกมชิงเก้าอี้สมัย 2
ความเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การเปิดตัวแคมเปญหาเสียงของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อกลับมาลงสมัครอีกสมัย
ทีมชัชชาติเลือกใช้กลยุทธ์สื่อสารผ่านจอ LED บริเวณทางด่วนเฉลิมมหานคร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “กรุงเทพฯ ทำงาน” และแท็กไลน์ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง”
ข้อความหาเสียงที่ปรากฏบนจอ LED ถูกออกแบบให้มีความร่วมสมัยและสื่อสารง่าย อาทิ “ชัชชาติ พร้อม! เป็นผู้ว่าฯ ต่อ”, “มากับนโยบาย 250+ ข้อ”, “พากรุงเทพฯ พุ่งทะยาน” รวมถึงข้อความ “เอ้ย!” ที่ใช้สร้างจังหวะการสื่อสารให้กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์
นายชัชชาติ ระบุว่า แนวคิด “กรุงเทพฯ ทำงาน” หมายถึงเมืองที่ระบบต่างๆ ทำงานเพื่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างเมืองแห่งโอกาสและความหวัง
สาระสำคัญของนโยบายยังคงต่อยอดจากผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งแก้ปัญหาเมืองเชิงโครงสร้าง ทั้งรถติด น้ำท่วม ระบบราชการล่าช้า ปัญหาฝุ่น PM2.5 การพัฒนาทางเท้า พื้นที่สีเขียว และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารเมืองในรูปแบบ Data-Driven City
นอกจากนี้ ยังเน้นแนวทางบริหารแบบ “ไม่ทะเลาะกับใคร” พร้อมชูจุดขายเรื่องการทำงานเชิงสร้างสรรค์และการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
อีกประเด็นที่นายชัชชาติให้ความสำคัญ คือการยกระดับกรุงเทพมหานครให้สามารถแข่งขันกับเมืองระดับโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก
“ดร.โจ”ชูโปร่งใส-ลดเหลื่อมล้ำ
ด้านพรรคประชาชน ส่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต โดยเปิดตัวด้วยการเดินทางด้วยรถเมล์ EV เพื่อสะท้อนแนวคิดเมืองสมัยใหม่และระบบขนส่งสาธารณะ
นายชัยวัฒน์ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันตัวบุคคล แต่เป็นการผลักดันวาระเมืองและวาระเขต เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน
พรรคประชาชนชูแนวคิด “กรุงเทพง่ายๆ” โดยมุ่งลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนเมือง
แกนนโยบายหลักประกอบด้วย “หาเลี้ยงครอบครัวง่าย” เน้นลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และสนับสนุนแรงงานเมือง “ค้าขายง่าย” ลดขั้นตอนราชการและอำนวยความสะดวกให้ SME และผู้ค้ารายย่อย “เดินทางง่าย” ผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าตามระยะทาง 8-45 บาท และเชื่อมต่อระบบขนส่งแบบไร้รอยต่อ รวมถึง “ใช้ชีวิตง่าย” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาปรับปรุงบริการภาครัฐ
อีกนโยบายสำคัญคือ “กรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง” ซึ่งจะใช้ระบบ AI ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การตั้งงบประมาณ และกระบวนการประมูลของ กทม. ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงระบบ
พรรคประชาชนยังพยายามสร้างภาพลักษณ์ “เมืองดิจิทัล” และ “เมืองแห่งโอกาส” โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารเมืองและลดความเหลื่อมล้ำ
“อนุชา”ชูเมืองฟ้าอมร and more
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ส่ง นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงสนามผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีม ส.ก. ทั้ง 50 เขต ภายใต้การสนับสนุนจากแกนนำพรรคอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ นายสกลธี ภัททิยกุล
พรรคประชาธิปัตย์ใช้แนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” พร้อมสโลแกน “สะดวก สะอาด สบาย” โดยมุ่งฟื้นภาพลักษณ์เมืองหลวงให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายหลักแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย “เดินทางสะดวก” แก้ปัญหารถติดและยกระดับระบบขนส่ง “เมืองสะอาด” จัดการขยะและสิ่งแวดล้อม “ใช้ชีวิตสบาย” ยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับสังคมสูงวัย “มีรายได้มากขึ้น” กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และ “ตรวจสอบได้หมด” ที่มุ่งสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของ กทม.
นายอนุชา ยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. พร้อมใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ในการตรวจสอบความผิดปกติและผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่างๆ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคมีความพร้อมทั้งด้านนโยบายและบุคลากร พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าในทุกมิติ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ได้มากกว่าคนอื่นสักหนึ่งคะแนนก็พอ”
ศึกชิงฐานเสียงคนกรุง
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ถูกจับตาว่าเป็นการแข่งขันระหว่าง “ความต่อเนื่อง” กับ “การเปลี่ยนแปลง”
นายชัชชาติ ใช้จุดแข็งจากผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และฐานเสียงคนเมืองสายอิสระ ขณะที่ พรรคประชาชน พยายามขยายฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลาง ผ่านนโยบายเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยี ส่วนพรรคประชาธิปัตย์หวังฟื้นฐานเสียงดั้งเดิมในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านภาพลักษณ์พรรคเก่าแก่ที่มีประสบการณ์บริหารเมือง
ทั้งนี้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีหน่วยเลือกตั้งรวม 6,629 หน่วย โดย กกต.กทม.ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่า 60.7%
สถิติเดิมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 มีผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งหมด 2,673,696 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,402,948 คน คิดเป็น 60.73%
ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กทม.มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,869,714 คน จากผู้มีสิทธิ 4,502,458 คน คิดเป็น 63.74%
นายณรงค์ เรืองศรี ปลัด กทม. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น กทม. ระบุว่า ต้องการให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของเมืองหลวง และเลือกผู้บริหารที่สามารถแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพมหานครได้ตรงกับความต้องการของประชาชน
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมืองระดับท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนทิศทางการเมืองเมืองใหญ่ของประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อ “เมืองหลวงแห่งโอกาส” ในอนาคต
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4205







