
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569 “ชัชชาติ”ชน“ส้ม-ฟ้า” เดิมพันอนาคตเมืองหลวง
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.2569 “ชัชชาติ”ชน“ส้ม-ฟ้า” เดิมพันอนาคตเมืองหลวง : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4202
KEY
POINTS
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ในนามอิสระ แต่ปรับยุทธศาสตร์สร้างทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของตนเองเพื่อแก้จุดอ่อนเรื่องการขาดเสียงสนับสนุนในสภา
- พรรคประชาชน (ส้ม) ส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงชิงตำแหน่ง หวังแปลงฐานเสียง สส. ที่ชนะแลนด์สไลด์มาเป็นคะแนนผู้ว่าฯ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ฟ้า) ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี เดิมพันฟื้นความนิยมของพรรค
- ศึกเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการวัดพลังครั้งสำคัญระหว่าง “แบรนด์บุคคล” ของ ชัชชาติ กับ “ระบบพรรคการเมือง” ที่มีพรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคู่แข่งหลัก เพื่อชิงตำแหน่งผู้บริหารเมืองหลวง
สนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) กลับมาเข้าสู่โหมดร้อนแรงอีกครั้ง หลัง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ตัดสินใจประกาศลาออกก่อนครบวาระเพียง 3 วัน เพื่อเปิดทางลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569
การตัดสินใจดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการส่งสัญญาณเปิด “ศึกเสาชิงช้า” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังสะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จะเป็นมากกว่าการแข่งขันระดับท้องถิ่น หากแต่เป็น “สมรภูมิการเมืองเมืองหลวง” ที่ทุกพรรคการเมืองต่างใช้เป็นเวทีวัดกระแส วัดฐานเสียง และวัดศักยภาพก่อนการเมืองระดับชาติในอนาคต
โดยเฉพาะเมื่อสนาม กทม. ถือเป็น “เมืองยุทธศาสตร์” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ จำนวนประชากร และ อิทธิพลทางการเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างมากว่า จะเป็นการตอกย้ำ “แบรนด์ชัชชาติ” หรือ เป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนพื้นที่เมืองหลวงจากพรรคการเมือง
“ชัชชาติ”ปรับเกมเดิมพันสมัย 2
หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2565 “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์เป็นประวัติศาสตร์ ด้วยคะแนนสูงถึง 1,386,215 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งทุกพรรคแบบขาดลอย ภายใต้ภาพลักษณ์ “ผู้สมัครอิสระ” ที่ปลดตัวเองออกจากกรอบการเมืองแบบเดิม
สี่ปีต่อมา “ชัชชาติ” ยังคงยืนอยู่บนแนวทางเดิม ด้วยการลงสมัครในนามอิสระ ภายใต้ทีม “Work work work กรุงเทพฯ ทำงาน” แต่สิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อน คือการปรับยุทธศาสตร์จาก “ผู้ว่าฯ เดี่ยว” ไปสู่ “ทีมการเมือง” ที่ชัดเจนมากขึ้น
นโยบายรอบนี้ของ “ชัชชาติ” ถูกอัปเกรดจากการแก้ปัญหาเมืองรายวัน ไปสู่การยกระดับ “ศักยภาพการแข่งขันของกรุงเทพฯ” บนเวทีโลก โดยชูแนวคิดเรื่อง “Productivity” หรือการเพิ่มผลิตภาพเมือง ผ่านเทคโนโลยีและระบบบริหารสมัยใหม่
แกนหลักของนโยบายถูกวางไว้ 3 ด้าน คือ “ความสุข โอกาส และความหวัง” ตั้งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจเมือง การดึงดูดการลงทุน การเพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณะ ไปจนถึงการผลักดันกรุงเทพฯ ให้แข่งขันกับมหานครระดับโลกได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้ “ชัชชาติ” จะมีจุดแข็งเรื่องความเป็นอิสระ สามารถทำงานร่วมกับทุกขั้วการเมืองได้โดยไม่ติดข้อจำกัดจากพรรค แต่ประสบการณ์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็สะท้อน “จุดอ่อนสำคัญ” คือการขาดฐาน สก. สนับสนุนในสภากรุงเทพมหานคร
หลายครั้งหลายครา ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเผชิญแรงเสียดทานจาก สก.บางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองรุ่นเก๋าในสภา ที่ใช้เกมตรวจสอบ หรือ ชะลอการผลักดันวาระสำคัญ จนทำให้หลายโครงการเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ควร
ด้วยเหตุนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญของ “ชัชชาติ” รอบใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ แต่คือการสร้าง “เครือข่าย สก.” ของตัวเอง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเมืองภายในเสาชิงช้า
เปิดแนวร่วม“ชัชชาติ”
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา “ชัชชาติ” เดินหน้าซุ่มจัดทีม สก.อย่างเงียบ ๆ ผ่านการดึงคนรุ่นใหม่ นักกิจกรรมเมือง นักธุรกิจ รวมถึงบุคคลในแวดวงต่าง ๆ เข้ามาร่วมทีม ภายใต้ภาพลักษณ์ “ทีมคนทำงาน”
ขณะเดียวกัน ยังได้รับแรงหนุนจากเครือข่าย “สก.สีแดง” หลายสาย ทั้งกลุ่ม ส.ก.เลือดใหม่ และกลุ่มบ้านใหญ่ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
หนึ่งในกำลังสำคัญ คือกลุ่ม สก.รุ่นใหม่ อาทิ วิพุธ ศรีวะอุไร สก.เขตบางรัก และประธานสภา กทม.คนล่าสุด ปิยะวรรณ จระกา สก.เขตสวนหลวง และปวิน แพทยานนท์ สก.เขตบางคอแหลม
รวมถึงเครือข่ายของ “เสี่ยเอก” พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ที่มีทั้ง ชญาดา วิภัติภูมิประเทศ สก.เขตคันนายาว มธุรส เบนท์ สก.เขตสะพานสูง และเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย สก.เขตบึงกุ่ม
อีกด้านหนึ่ง ยังมีกลุ่มบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ทั้ง สารัช ม่วงศิริ สก.เขตบางขุนเทียน ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ สก.เขตบางบอน และ กฤษฎ์ คงวุฒิปัญญา สก.เขตภาษีเจริญ ร่วมเป็นแนวร่วมสำคัญ
ทั้งหมดกำลังถูกประกอบขึ้นเป็น “โครงสร้างการเมืองใหม่” ของชัชชาติ ที่หวังปิดจุดอ่อนเดิม และสร้างอำนาจต่อรองในสภาเสาชิงช้า
พรรคส้มส่ง“ดร.โจ”รักษาฐาน
ในอีกฟากหนึ่ง “พรรคประชาชน” ถือเอาศึกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญในการรักษาฐานเสียงเมืองหลวง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่แลนด์สไลด์กวาด สส.กทม.ได้ครบทั้ง 33 เขต
พรรคประชาชนส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงชิงตำแหน่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “กรุงเทพง่ายๆ” ผ่านนโยบาย “4 ง่าย” ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย ค้าขายง่าย เดินทางง่าย และ ใช้ชีวิตง่าย
ตั้งแต่การยกระดับศูนย์เด็กเล็ก การเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การพัฒนาเมืองเดินได้ ไปจนถึงการลดขั้นตอนราชการให้จบในแอปพลิเคชันเดียว
โจทย์สำคัญของ “พรรคส้ม” คือการแปลง “คะแนนนิยมพรรค” ให้กลายเป็น “คะแนนผู้ว่าฯ” ซึ่งมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งระดับชาติ
เพราะแม้คะแนน สส.เขตของพรรคจะสูงกว่า 1.27 ล้านคะแนน และบัญชีรายชื่อทะลุ 1.31 ล้านคะแนน แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ รอบก่อน ก็สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อย ยังแยกการตัดสินใจระหว่าง “เลือกพรรค” กับ “เลือกผู้ว่าฯ”
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คะแนนเดิมของ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ที่เคยลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนามก้าวไกล กว่า 2.5 แสนคะแนน จะสามารถต่อยอดมาสู่ “ดร.โจ” ได้มากเพียงใด
ปชป.เดิมพันฟื้นแบรนด์สีฟ้า
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ภายใต้การกลับมามีบทบาทของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็มองสนาม กทม.ครั้งนี้ เป็นเดิมพันสำคัญในการปลุกกระแส “ประชาธิปัตย์ฟีเวอร์” ให้ฟื้นคืนชีพ
พรรคส่ง “อนุชา บูรพชัยศรี” ลงสมัคร พร้อมสโลแกน “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” โดยชูนโยบายเมืองสมัยใหม่ ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ ระบบ AI เมือง และ การยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง
ยุทธศาสตร์ของประชาธิปัตย์ คือการใช้ “แบรนด์พรรค” และภาพจำของ “อภิสิทธิ์” เป็นตัวเรียกฐานเสียงเดิมกลับคืนมา
เบื้องหลังยังมี “12 สก.” เป็นกองหนุนสำคัญ ทั้งกลุ่มการเมืองเก่าและอดีตสมาชิกจากหลายพรรค ที่ทยอยไหลกลับเข้าค่ายสีฟ้า
นอกจากนี้ พรรคยังหวังต่อยอดจากคะแนนเดิมของ “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รวมถึงคะแนนของ “สกลธี ภัททิยกุล” และ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ซึ่งปัจจุบันล้วนถูกมองว่าอยู่ในแนวร่วมทางการเมืองของประชาธิปัตย์
เกมที่มากกว่าเลือกพ่อเมือง
นอกเหนือจาก 3 ผู้สมัครหลัก ยังมีผู้สมัครอิสระและตัวแทนพรรคการเมืองอื่นทยอยเปิดตัวต่อเนื่อง ทั้ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รวมถึง “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ที่ลงสนามในนามพรรคเศรษฐกิจ
ทั้งหมดทำให้ศึกเสาชิงช้ารอบนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่เป็นการวัดพลังของ “แบรนด์การเมือง” ระหว่างผู้สมัครอิสระ กับพรรคการเมือง
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 2569 จึงมีเดิมพันมากกว่าเก้าอี้ “พ่อเมืองหลวง” แต่ยังหมายถึงการวัดศรัทธาทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ ว่า จะเลือก “คนทำงาน” หรือ “ระบบพรรคการเมือง” เป็นกลไกขับเคลื่อนมหานครแห่งนี้ในอนาคตต่อไปอีก 4 ปี...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4202






