
เปิดนโยบาย 'ดร.โจ' แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน หนุน ใช้ AI จับโกง
'ดร.โจ-ชัยวัฒน์' แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน แถลงเปิดนโยบาย ประกาศ 7 มาตรการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชูนโยบาย 'AI จับโกง' พร้อมทำทันทีหากได้รับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯกทม. ใช้ตรวจสอบงบประมาณ-จัดซื้อจัดจ้าง หวังสร้างกรุงเทพฯ โปร่งใส
KEY
POINTS
- ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน เสนอนโยบาย "กรุงเทพฯโปร่งใส AI จับโกง"
- ชูการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจสอบกระบวนการงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสกัดกั้นการทุจริต เช่น การล็อกสเปก การฮั้วประมูล และการตั้งราคาที่ผิดปกติ
- ประเมินว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยป้องกันการรั่วไหลและประหยัดงบประมาณได้กว่า 20,000 ล้านบาท
19 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดตัวนโยบาย "กรุงเทพฯโปร่งใส AI จับโกง" ชูระบบเทคโนโลยี AI ตรวจสอบงบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างหวังแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบซึ่งในส่วนของ กทม.นั้นมีงบประมาณมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาทจึงเห็นว่า ยังมีช่องทางที่จะประหยัดงบและป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้ ทางพรรคประชาชนประเมินว่า หากสามารถป้องกันการทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างและลดการเรียกรับสินบนได้จะสามารถคืนเงินให้คนกรุงเทพฯ ได้กว่า 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 10,000 ล้านบาท จากการป้องกันทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และอีก 10,000 ล้านบาท จากการลดต้นทุนการเรียกรับผลประโยชน์
สำหรับนโยบาย "BKK Redflag AI" ประกอบด้วย 7 มาตรการหลัก ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลงบประมาณที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ การใช้ AI ตรวจจับราคาหรือสเปกผิดปกติ การเปรียบเทียบราคากลางอัตโนมัติ การทำ e-Catalog ป้องกันการปั่นราคากลาง การใช้ AI ตรวจ TOR สกัดล็อกสเปก การวิเคราะห์เครือข่ายบริษัทเพื่อตรวจจับฮั้วประมูล และการตรวจสอบเอกสารดิจิทัลเพื่อจับพิรุธการปลอมเอกสาร
ได้รับเลือกเป็น ผู้ว่าฯ กทม. นำ AI มาใช้จับโกงทันที
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวมีต้นแบบจากการบริหารของ อบจ.ลำพูน ภายใต้พรรคประชาชน ซึ่งสามารถใช้งบต่ำกว่าราคากลางได้ถึง 26.7% และประหยัดงบประมาณได้สูงที่สุดในประเทศ พร้อมกล่าวย้ำว่า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะผลักดันระบบ "AI จับโกง" มาใช้ทันทีเพื่อสร้างกรุงเทพฯ ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ดี นายชัยวัฒน์ กล่าวยอมรับไม่สามารถรับประกันได้ว่า ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคจะไม่มีคดีทุจริตในอนาคตแต่ยืนยันว่า พรรคมีระบบคัดกรอง ตรวจสอบประวัติ และอบรมผู้สมัครอย่างเต็มที่และเชื่อว่า ทุกคนมีเจตนารมณ์ทำงานเพื่อประชาชนโดยพรรคเปิดโอกาสให้คนที่มีความตั้งใจเข้ามาทำงานการเมือง และมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเท่าที่สามารถทำได้ อาทิ การเช็กประวัติ การทำงานร่วมกันและการลงพื้นที่ แต่ยอมรับว่าคงไม่มีใครการันตีมนุษย์ได้หากมีใครเปลี่ยนไปหลังได้รับเลือกตั้ง
ส่วนข้อซักถามที่ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. สอบตกเรื่องการจัดการทุจริตหรือไม่นั้น นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ขอให้ประชาชนเป็นผู้ประเมินผ่านการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน พร้อมมองว่า หน้าที่สำคัญของฝ่ายบริหารคือการยับยั้งปัญหาทุจริตในทุกขั้นตอน ไม่ใช่อ้างว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น" นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ยังได้ชี้แจงกรณีพรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สก. ครบ 50 เขตว่า ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานร่วมกับ สก.พรรคอื่นไม่ได้แต่ต้องการสร้างระบบที่ลดการต่อรองผลประโยชน์และปัญหา “งบแปร” ที่ สก. บางกลุ่มใช้ต่อรองงบประมาณกับฝ่ายบริหาร
เสนอใช้ AI ตรวจสอบ ปิดช่องล็อกสเปก-ฮั้วประมูล
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาทุจริตใน กทม. เกิดขึ้นซ้ำเพราะไม่มีระบบป้องกันที่เข้มแข็ง พร้อมเสนอให้ใช้ AI ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนทำงบประมาณ การตั้งราคากลาง และการร่าง TOR เพื่อปิดช่องล็อกสเปกและฮั้วประมูล พร้อมกันนี้ได้วิจารณ์พฤติกรรม สก. บางส่วนว่า มีการรวมกลุ่มตัดงบผู้ว่าฯ ก่อนเจรจาหลังม่านเพื่อแลกผลประโยชน์ พร้อมระบุว่า “ชิดเกินไปก็ไม่ดี ห่างเกินไปก็ไม่ดี แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือดูเหมือนห่างแต่หลังม่านใกล้ชิด”
นอกจากนี้ทั้งนายชัยวัฒน์และนายวิโรจน์ได้โต้ข้อครหาที่ว่า ทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชนอยู่แต่ "หอคอยงาช้าง" โดยยืนยันว่า แต่ละคนมีบทบาทต่างกัน ทั้งงานนโยบายและงานภาคสนาม พร้อมระบุว่า หลังจากนี้ประชาชนจะได้เห็นทีมบริหารลงพื้นที่และร่วมขับเคลื่อนนโยบายมากขึ้นตามจังหวะแคมเปญหาเสียงของพรรค
ภาพ : สุรสิทธิ์ รัศมีกิตติกุล (Surasit Ratsameekittikul) / ธาริน ทนุรัตนบุตร (Tharin Tanurattanabut)







