
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.เดือด! “ชัชชาติ”เต็ง เจอ“ดร.โจ”ค่ายส้มท้าชน
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.เดือด! “ชัชชาติ”เต็ง เจอ“ดร.โจ”ค่ายส้มท้าชน : รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4197
KEY
POINTS
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ยังคงเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง และคาดว่าจะลงสมัครอีกสมัยในนามอิสระ
- พรรคประชาชน (ค่ายส้ม) ส่ง ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร นักบริหารสายเทคโนแครต เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง โดยตั้งเป้าชนะทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.
- พรรคเพื่อไทยมีมติไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงประสบปัญหาในการหาตัวผู้สมัครที่เหมาะสม
สนามการเมืองท้องถิ่นในเมืองหลวงกำลังเข้าสู่โหมด "เดือดจัด" อีกครั้ง เมื่อไทม์ไลน์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 18 (ผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18) ปรากฏชัดตามกฎหมาย โดยมีหมุดหมายสำคัญกำหนดหย่อนบัตรในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เป็นวันชี้ชะตา
นี่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งท้องถิ่นธรรมดา แต่คือ การพิสูจน์ศรัทธาของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ท่ามกลางบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไปจาก 4 ปีก่อน
ไทม์ไลน์ 45 วันอันตราย
จากการกางปฏิทินของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทันทีที่ "ชัชชาติ" ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน ซึ่งนำไปสู่การเปิดรับสมัครในวันที่ 28 พฤษภาคม และวันลงคะแนนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน
การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีไฮไลต์ที่การเลือก สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขตไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินความมั่นคงในการบริหารงานของผู้ว่าฯ คนใหม่
“ชัชชาติ”เต็งแม้ยังไม่เปิดไพ่
แม้จะยังกั๊กท่าทีในทางพฤตินัย แต่ในทางนิตินัย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ค่อนข้างชัดเจนว่า จะขอพิสูจน์ตัวอีกสมัยในนาม “ผู้สมัครอิสระ”
ชื่อของ ชัชชาติ ยังคงเป็นศูนย์กลางของสมรภูมิครั้งนี้ หลังจากสร้างประวัติศาสตร์ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2565 แม้เจ้าตัวยังไม่ประกาศลงสมัครอย่างเป็นทางการ แต่อ่านใจแล้ว “เจ้าตัว” น่าจะลงรักษาแชมป์อีกสมัยแน่นอน
“ในใจค่อนข้างชัดเจนแล้ว”
“ในใจผมค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่การประกาศเป็นทางการยังไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะคำพูดจะเป็นนายเรา ผมเลือกเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้ผมเป็นผู้ว่าราชการอยู่ มีหน้าที่ต้องทำงาน ถ้าผมประกาศว่าจะไม่ลงทำงานต่อ ก็อาจจะทำให้คนทำงานเกิดความเฉื่อยชา
แต่ถ้าประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งทันที สถานะก็จะเปลี่ยนจากผู้ว่าราชการเป็นผู้สมัครแทน ซึ่งจะทำให้คนมองว่าทุกอย่างที่เราทำกลายเป็นการหาเสียง ทั้งที่หน้าที่หลักตอนนี้คือ การเป็นผู้ว่าฯ ที่ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ดังนั้น พฤติกรรมที่แสดงออกไปจึงสำคัญกว่าการประกาศ ว่า จะสมัครหรือไม่สมัคร” ชัชชาติ เผยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
ชัชชาติ ยังมีความกังวลใน 2 เรื่องหลัก คือ ปัญหาปากท้อง และเศรษฐกิจของประชาชน แม้ กทม.จะไม่มีงบประมาณในการแจกเงินโดยตรง แต่ต้องเน้นการให้ความรู้และจัดสรรพื้นที่สำหรับค้าขายให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องที่สอง คือ ความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ที่ผ่านมาจะดำเนินการไปมาก แต่ยังพบจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาในระดับบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ค่ายส้มส่ง“ดร.โจ”ท้าชิง
สำหรับผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เท่าที่ดูขณะนี้ น่าจะเป็นตัวแทนของ พรรคประชาชน หรือ ค่ายส้ม ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผู้สมัคร แต่รอบนี้พวกเขามาด้วยเป้าหมาย “กวาดเรียบ” ทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.
ชื่อของ “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ถูกชูขึ้นมาเป็นแคนดิเดตหลักด้วยภาพลักษณ์นักบริหารสายเทคโนแครต มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ในเมืองหลวง
โดยได้นัดเปิดตัวในวันที่ 5 พฤษภาคม ณ มิวเซียมสยาม ภายใต้สโลแกน “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากแค่ไหนสำหรับคุณ?” เตรียมพบแคนดิเดตผู้ว่าประชาชน พร้อมทีมงานที่จะมาเสนอแผนการสร้างกรุงเทพ ที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
“แดง”ถอยฉากแต่เงายังอยู่
ส่วนท่าที่ของ “ค่ายแดง” พรรคเพื่อไทย สำหรับสนามเมืองหลวง คือการ “ถอยฉาก” ด้วยมีมติที่ไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.
ทว่าในความเป็นจริง ส.ก. สายเพื่อไทย 22 ชีวิต ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกปรับโหมดให้เป็น “นักรบอิสระ” ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์
สายกลุ่มอิสระ: เข้าร่วมกับกลุ่ม "Bangkok First" ของ "เฮียต่าย คลองเตย" ที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
สายบ้านใหญ่: พึ่งบารมีท้องถิ่นอย่างตระกูล "อยู่บำรุง" หรือ "วีรกุลสุนทร" เพื่อรักษาพื้นที่เดิม
การถอยทัพของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถูกวิเคราะห์ว่า มาจากการประเมินความแข็งแกร่งของ ชัชชาติ ที่เป็น “เต็งหนึ่ง” ในศึกครั้งนี้ ประกอบกับสัญญาณภายในจาก “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ที่ต้องการให้ ส.ก. แต่ละพื้นที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการหาเสียง และบริหารจัดการตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้
ปชป.ยักษ์หลับที่พยายามตื่น
ฟาก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ค่ายฟ้า ที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม. มายาวนาน กำลังอยู่ในภาวะ "หาคนลงไม่ได้" สาทิตย์ วงษ์หนองเตย สส.ของพรรค ยอมรับตรงๆ ว่า สนามนี้ไม่ง่าย เพราะแชมป์เก่าแข็งแกร่งเกินไป การจะหาคนที่ยอมลาออกจากงานประจำมาลงสมัครในนามพรรคที่ปัจจุบันไม่มี ส.ส.กทม. เลยแม้แต่คนเดียว คือโจทย์หินที่พรรคสีฟ้ายังแก้ไม่ตก
นายสกลธี ภัททิยะกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลพื้นที่ กทม. เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 เมษายน ถึงความคืบหน้าการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ว่า กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้อนุมัติตัวผู้สมัคร ส.ก.แล้วทั้งสิ้น 44 จาก 50 เขต เหลืออีก 6 เขต น่าจะเรียบร้อยได้ภายในสัปดาห์หน้า
สำหรับตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นั้น นายสกลธี เปิดเผยว่า อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณา จึงขอให้รอติดตามการเปิดตัวทั้งหมด ภายในต้นเดือนพฤษภาคม
“มงคลกิตติ์”ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ
ปิดท้ายด้วยสีสันที่สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียล “เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” กับกลุ่มกรุงเทพบินได้ ที่นำเสนอนโยบายแปลกใหม่ ตั้งแต่สำนักงานจัดหาคู่ไปจนถึงโครงการเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์และนโยบาย กทม.ไม่หลับ 24 ชม. แม้จะถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกสำหรับบางคน แต่ในทางการเมือง นี่คือการดึงดูดความสนใจจากกลุ่มคนที่เบื่อการเมืองแบบเดิมๆ
ปัจจุบันยังไม่ชัดว่า “เต้-มงคลกิตติ์” จะลงสนามเอง หรือ ส่งตัวแทนลงสมัคร
นอกจากนั้นยังมี มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
และ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ที่ได้เคลื่อนไหวเตรียมลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เช่นกัน
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหารเมือง แต่เป็นการวัดกระแสการเมืองระดับชาติ การชิงฐานเสียงเมืองหลวง และ การทดลองโมเดล “อิสระ vs พรรคการเมือง”
อีกนัยหนึ่ง ยังเป็นคำตอบว่า คนกรุงเทพฯ ยังต้องการ "ความแข็งแกร่งที่พิสูจน์แล้ว" หรือ "ความเปลี่ยนแปลงที่สดใหม่กว่า"
28 มิถุนายนนี้ มารอลุ้นผลกัน...
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4197







