thansettakij
thansettakij
“ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ-ไม่พักการเมือง ความหวังฟื้นค่ายแดง

“ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ-ไม่พักการเมือง ความหวังฟื้นค่ายแดง

11 พ.ค. 69 | 08:26 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 69 | 08:40 น.

“ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ-ไม่พักการเมือง ความหวังฟื้นค่ายแดง : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • การพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร ถูกมองว่าไม่ใช่การวางมือทางการเมือง แต่เป็นการกลับมามีบทบาทในฐานะผู้กำหนดยุทธศาสตร์เบื้องหลังให้กับพรรคเพื่อไทย
  • ภารกิจสำคัญ คือ การฟื้นฟูศรัทธาของมวลชน "เสื้อแดง" ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักที่อ่อนแอลง และสร้างเอกภาพภายในพรรคเพื่อไทย
  • เป้าหมายหลัก คือ การเตรียมความพร้อมให้พรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อทวงคืนความนิยมที่เสียไปให้กับคู่แข่งทางการเมือง

การพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการสิ้นสุดสถานะผู้ต้องขังในทางกฎหมายเท่านั้น หากแต่ยังถูกตีความว่าเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่” ของขั้วการเมืองสายสีแดง และพรรคเพื่อไทย ที่กำลังเผชิญภาวะอ่อนแรงทางการเมือง ทั้งในเชิงความนิยม ฐานมวลชน และอำนาจต่อรองในระบบรัฐสภา 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยแม้ยังเป็นพรรคขนาดใหญ่ แต่ต้องเผชิญโจทย์หนักจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย ฐานเสียงเดิมในภาคเหนือและอีสาน เริ่มไม่เหนียวแน่นเหมือนในอดีต 

ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากไหลไปสนับสนุนพรรคการเมือง “ค่ายส้ม” ส่วนการตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ฐานมวลชนเสื้อแดงส่วนหนึ่งรู้สึกห่างเหิน

ดังนั้น การกลับมาในสถานะ “อิสระ” ของ ทักษิณ จึงมีนัยสำคัญยิ่งต่ออนาคตของพรรคเพื่อไทย และอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อการจัดสมดุลอำนาจทางการเมืองรอบใหม่ในอนาคต

 

พ้นคุก-ไม่พ้นบทบาทการเมือง

แม้จะพ้นจากการรับโทษจำคุกแล้ว แต่แทบไม่มีใครเชื่อว่า ทักษิณ จะวางมือจากการเมืองโดยสมบูรณ์ ตรงกันข้าม หลายฝ่ายประเมินว่า เขาจะกลับมาเล่นบท “ผู้อำนวยการใหญ่” มากกว่าการเป็นผู้เล่นหน้าเวที

จุดแข็งสำคัญของ ทักษิณ ยังคงอยู่ที่ประสบการณ์ การวางยุทธศาสตร์ และความสามารถในการอ่านเกมการเมือง ทั้งยังมีเครือข่ายทั้งระดับนักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ และ อดีตแกนนำเสื้อแดง จำนวนมากที่พร้อมขยับเมื่อมีสัญญาณจากผู้นำเก่า

การพ้นคุกครั้งนี้จึงถูกมองว่า เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญ ทำให้สามารถเคลื่อนไหว พบปะ และประสานงานทางการเมืองได้เปิดเผยมากขึ้น (แม้จะยังมีคดี ม.112 ติดตัวอยู่ก็ตาม)

                              ทักษิณ ชินวัตร

ภารกิจฟื้นศรัทธา“เสื้อแดง”

โจทย์เร่งด่วนที่สุดคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของมวลชนสายสีแดง ที่เคยเป็นฐานกำลังหลักของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และ เพื่อไทย

นับจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ฐานมวลชนเสื้อแดงค่อย ๆ สลายตัวตามกาลเวลา บางส่วนหันหลังให้การเมือง บางส่วนย้ายไปสนับสนุนพรรคใหม่ ขณะที่บางส่วนยังสนับสนุนทักษิณ เป็นการส่วนตัว แต่ไม่เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน

การกลับมาของ ทักษิณ จึงถูกคาดหวังว่าจะเป็น “ศูนย์รวมทางอารมณ์” อีกครั้ง เพราะสำหรับมวลชนจำนวนไม่น้อย ทักษิณ ยังเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่ประชาชนระดับรากหญ้าเข้าถึงนโยบายรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือ OTOP

หาก ทักษิณ สามารถเชื่อมอดีตกับอนาคตได้สำเร็จ ย่อมเป็นการรักษาฐานเสียงเดิม พร้อมเปิดรับคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทยอาจกลับมามีพลังอีกครั้ง

ฟื้น“เพื่อไทย”จากภาวะสับสน

ตลอดช่วงที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเผชิญปัญหาภายในหลายด้าน ทั้งการขาดเอกภาพระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ การสื่อสารนโยบายที่ไม่ชัดเจน และภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่ยอมประนีประนอมมากเกินไป

แม้ แพทองธาร ชินวัตร จะถูกวางตัวเป็นผู้นำรุ่นใหม่ แต่ก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันสูง ทั้งจากฝ่ายตรงข้ามและจากความคาดหวังภายในพรรคเอง

การมี ทักษิณ กลับมาในจังหวะนี้ จึงอาจช่วยทำหน้าที่ 3 ประการสำคัญ ได้แก่

1.ประสานคนในพรรค ลดความขัดแย้งภายใน 

2.กำหนดยุทธศาสตร์เลือกตั้ง วางแผนยึดคืนพื้นที่ที่สูญเสียไป

3.เพิ่มความมั่นใจผู้สนับสนุน ว่าพรรคยังมีผู้นำตัวจริงคุมเกมอยู่เบื้องหลัง 

                                ทักษิณ ชินวัตร

เกมเลือกตั้งครั้งหน้า

หลายฝ่ายเชื่อว่า เป้าหมายแท้จริงของการกลับมาครั้งนี้ คือ การเตรียมพรรคเพื่อไทยสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเกิดจากการยุบสภา หรือ ครบวาระปกติ

บทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา แสดงชัดว่า พรรคเพื่อไทยไม่อาจพึ่งเพียงชื่อ “ชินวัตร” หรือ ฐานเสียงเดิมอีกต่อไป จำเป็นต้องมีนโยบายใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคปัจจุบัน เช่น ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจดิจิทัล และ โอกาสของคนรุ่นใหม่

ทักษิณ ในฐานะนักการตลาดการเมือง อาจเป็นคนที่เข้าใจดีว่า “นโยบายกินได้” ยังขายได้เสมอ หากออกแบบตรงจุด 

จึงมีการจับตาว่า อนาคตของพรรคเพื่อไทย อาจมีการรีแบรนด์ตัวเองจากพรรคเก่าสู่พรรคเศรษฐกิจสมัยใหม่

อุปสรรครออยู่

อย่างไรก็ตาม เส้นทางฟื้นฟู “ค่ายแดง” ไม่ง่ายเหมือนอดีต เพราะภูมิทัศน์การเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว

หนึ่ง คู่แข่งทางการเมืองมีมากกว่าเดิม 

สอง คนรุ่นใหม่ไม่ยึดติดกับบุคคลแบบเดิม

สาม สังคมจับตาการเมืองแบบตรวจสอบเข้มข้นขึ้น

สี่ ทุกการเคลื่อนไหวของ ทักษิณ อาจถูกตีความเป็นการครอบงำพรรค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาล และขั้วอำนาจเดิม ก็เป็นตัวแปรสำคัญ หากการขยับบทบาทมากเกินไป อาจกระทบเสถียรภาพทางการเมืองทันที

ความหวังหรือภาระ

สำหรับพรรคเพื่อไทย การพ้นคุกของ ทักษิณ คือ “โอกาส” ที่จะดึงพลังเก่ากลับมา แต่ก็อาจเป็น “ภาระ” หากพรรคไม่สามารถปรับตัวให้ทันยุคสมัย

เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน การมี “ผู้นำคาริสม่า” เพียงคนเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป พรรคต้องมีทีมงานรุ่นใหม่ นโยบายร่วมสมัย และ ความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน

หาก ทักษิณ กลับมาเพียงเพื่อรื้อฟื้นอดีต ผลลัพธ์อาจจำกัด แต่หากกลับมาเพื่อส่งผ่านอำนาจ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ และ รีเซ็ตพรรคอย่างจริงจัง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนชีพค่ายแดงครั้งสำคัญ  

การพ้นคุกของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้หมายถึงจุดจบของบทบาททางการเมือง หากแต่อาจเป็นการ “เปิดฉากบทใหม่” ที่สำคัญที่สุดบทหนึ่ง 

สำหรับ ค่ายแดง และ พรรคเพื่อไทย เวลานี้คือ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะใช้โอกาสนี้ฟื้นตัว หรือ ปล่อยให้เป็นเพียงความหวังชั่วคราว

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ทักษิณกลับมาแล้วหรือยัง” แต่คือ “เพื่อไทยพร้อมกลับมาหรือยัง”