
มติปชน.ยื่นศาล รธน.สกัดพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน"สอดไส้ตีเช็คเปล่า"
พรรคประชาชนมีมติยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชี้เยียวยาประชาชนมัดรวมกับงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ส่อไม่เข้าเงื่อนไข“เหตุฉุกเฉินเร่งด่วน”
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนมีมติยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
- กล่าวหาว่ารัฐบาล "สอดไส้ตีเช็คเปล่า" โดยนำโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นแผนระยะยาวและไม่เร่งด่วน มารวมกับมาตรการเยียวยาประชาชน
- ชี้ว่าการกู้เงินส่วนหนึ่งสำหรับโครงการด้านพลังงานไม่เข้าข่ายเหตุจำเป็นเร่งด่วน ตามเงื่อนไขการออก พ.ร.ก. และตั้งคำถามถึงวินัยการเงินการคลัง
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมแกนนำพรรค อาทิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายธีระ สุธีวรางกูร แถลงจุดยืนต่อกรณีรัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยพรรคมีมติใช้อำนาจ สส. เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 173 เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.ดังกล่าว
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคมองว่ารัฐบาลกำลัง “สอดไส้ตีเช็คเปล่า” ผ่านการกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยนำโครงการเยียวยาประชาชนมารวมไว้ในฉบับเดียวกัน ทั้งที่โครงการด้านพลังงานยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน และเป็นแผนระยะยาวที่อาจไม่เข้าข่ายเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขการออก พ.ร.ก.
ทั้งนี้ พรรคประชาชนอยู่ระหว่างประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อร่วมลงชื่อ โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ทันก่อนวันที่ 11-12 พฤษภาคม เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก่อนสภาจะพิจารณาอนุมัติในวันที่ 14 พฤษภาคม
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการเยียวยาของรัฐบาลยังขัดแย้งกันเอง ระหว่างแนวคิด “พุ่งเป้า” กับการแจกวงกว้าง โดยระบุว่าหากรัฐบาลเห็นว่าประชาชนเดือดร้อนทั่วหน้า ก็ควรแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ใช่เปิดลงทะเบียนแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” ซึ่งอาจทำให้ผู้เดือดร้อนจริงตกหล่น ขณะที่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบกลับได้สิทธิแทน
นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังตั้งคำถามต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐบาล โดยชี้ว่าการรักษาวินัยทางการคลังไม่ได้ดูเพียงเพดานหนี้สาธารณะ แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและตรงเป้าของการใช้จ่ายด้วย พร้อมมองว่าการกู้เงินส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีหน้า ยิ่งสะท้อนว่าไม่ใช่มาตรการเร่งด่วนตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง






