thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ย้ำออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กันชนวิกฤตค่าครองชีพ

‘เอกนิติ’ ย้ำออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กันชนวิกฤตค่าครองชีพ

06 พ.ค. 69 | 09:52 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 09:56 น.

‘เอกนิติ’ แจงชัด ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เตรียมกระสุนไว้เป็นกันชนอุ้มประชาชน SME ป้องกันวิกฤตระลอกที่ 3 รับมือค่าครองชีพสูง ระบุเงินเฟ้อพุ่งแล้วกว่า 2.9%

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล

ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน โดยย้ำว่าการกู้เงินครั้งนี้เปรียบเสมือนการ "เตรียมกระสุน" เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังทวีความรุนแรง และเพื่อทำหน้าที่เป็น "กันชน" (Buffer) ไม่ให้ผลกระทบตกสู่ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME จนเกิดความเสียหายที่ยากจะเยียวยา

สำหรับปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่มาเป็นระลอก โดยระลอกแรกคือสงครามตะวันออกกลาง ระลอกที่สองคือวิกฤตพลังงาน และขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ "ระลอกที่ 3" คือวิกฤตค่าครองชีพจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2.9%

ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ Double Squeeze หรือแรงบีบสองด้าน คือ ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุด พบว่าค่าขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 10% ในขณะที่รายได้ของประชาชนยังไม่ฟื้นตัว

ทั้งนี้ หากไม่ตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อนำเงินมาแทรกแซงและช่วยเหลือในตอนนี้ จะส่งผลเสียร้ายแรงกว่าในระยะยาว โดยหากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงอย่างเดียว ธุรกิจจะมีกำไรลดลงจนถึงขั้นขาดทุน นำไปสู่การปิดกิจการและการตกงานขนานใหญ่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“ที่น่ากังวลที่สุด คือการเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (Economic Scarring) ซึ่งจากประวัติศาสตร์พบว่าทุกครั้งที่ไทยเผชิญช็อกใหญ่ ฐานของ GDP จะเติบโตช้าลงอย่างถาวร จากเดิมโต 5% เหลือ 4-2% ตามลำดับ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาเป็น "กันชน" เนื่องจากภาคครัวเรือนมีหนี้สูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งแทบไม่มีหน้าตักเหลือพอที่จะรับแรงกระแทกเองได้แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. นี้ จะถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้หลักการ 5Ts ได้แก่

  1. Targeted โครงการต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประชาชน กลุ่มผู้ประกอบการ หรือโครงการพลังงานสะอาด
  2. Transition เน้นโครงการที่ช่วยปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด
  3. Transform มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด
  4. Transparency คือหัวใจหลักของการตรวจสอบ โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลโครงการและผู้เสนอโครงการทั้งหมดผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบและตรวจสอบได้
  5. Together เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเสนอไอเดียและความต้องการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ