
นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ เเล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
นายกฯ 'อนุทิน' เผยวันนี้ได้ทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เรียบร้อยแล้ว ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตอกกลับคนยื่น ก็เคยกู้มาก่อนในชื่อ ‘ไทยเข้มแข็ง’ ย้ำรอบนี้ กู้สกุลเงินบาท ส่งตรงถึงมือประชาชน ประคองเศรษฐกิจตามนโยบาย
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีลงนามและนำร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว
- วัตถุประสงค์ของการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจ
- เงินกู้ครั้งนี้เป็นสกุลเงินบาท และจะส่งตรงถึงประชาชนโดยไม่ผ่านโครงการ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย
7 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... ว่า ขณะนี้ได้ลงนามเพื่อที่จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปเรียบร้อยเเล้ว
ส่วนหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้การช่วยเหลือประชาชน และการทำงานของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดลงหรือไม่ เพราะจะต้องหยุดการพิจารณา 60 วัน ว่า เรื่องนี้ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ไขปัญหา ที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน
“เรามาเป็นผู้แทนของประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อนเป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเค้าใช้คำว่าไทยเข้มแข็ง แต่ตนใช้คำว่าไทยช่วยไทย”
ส่วนการกู้ครั้งนี้มีความแตกต่าง ทั้งรูปแบบใช้เงิน และรูปแบบการกู้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครั้งนี้ใช้เงินกู้สกุลบาท ไม่มีการใช้สกุลเงินต่างประเทศ และเมื่อกู้ผ่านแล้วเงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และจะทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น
พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งตนจะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโชยน์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น ที่เราคิดว่าจะดำเนินการ เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ตามนโยบายที่เราได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภา
พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งตนจะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโชยน์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น ที่เราคิดว่าจะดำเนินการ เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ตามนโยบายที่เราได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภา





