thansettakij
thansettakij
'ชัยวัฒน์' แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ชู 4 หมัดเด็ด 'กรุงเทพง่าย ๆ'

'ชัยวัฒน์' แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ชู 4 หมัดเด็ด 'กรุงเทพง่าย ๆ'

05 พ.ค. 69 | 12:15 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ค. 69 | 12:21 น.

'ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร' แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน เสนอวาระเปลี่ยน กทม. ให้เป็นเมืองที่ง่ายสำหรับคนเมือง ผ่านนโยบาย 4 ด้าน กรุงเทพง่าย ๆ

KEY

POINTS

  • พรรคประชาชนเปิดตัว "ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ภายใต้แคมเปญ "กรุงเทพง่าย ๆ" โดยชูนโยบาย 4 ด้าน
  • เสนอนโยบาย "เลี้ยงครอบครัวง่าย" และ "ค้าขายง่าย" โดยจะยกระดับศูนย์เด็กเล็กและผู้สูงอายุ และสร้างศูนย์รีสกิลเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน
  • ผลักดันนโยบาย "เดินทางง่าย" ด้วยการพัฒนาทางเท้าเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ และ "ใช้ชีวิตง่าย" โดยแก้ปัญหากลิ่นขยะและทำให้การติดต่อราชการโปร่งใส

พรรคประชาชน (ปชน.) ประกาศเปิดตัว "ดร.โจ" นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเป็น แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการภายใต้แคมเปญเลือกตั้ง กทม. "กรุงเทพง่าย ๆ by ผู้ว่าประชาชน" พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร สก.ของพรรคด้วย

ตอนหนึ่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงนโยบายในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนไม่ได้แค่เสนอผู้ว่าฯ กทม.เพียง 1 คนมาให้เลือกแต่เสนอวาระของ กทม.ว่า ควรจะมีอนาคตเป็นเมืองหลวงอย่างไร คน กทม.ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งตนเองนั้นในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯประชาชนของคน กทม. มีวาระมานำเสนอเพราะต้องการเห็น กทม.เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตระดับมหานครชั้นนำของโลก กทม.ควรเป็นเมืองหลักพิงและเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณไปข้างหน้า เป็นเมืองโอบอุ้มเมื่อลำบากและเมืองให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด สำหรับความคิดของตนนั้น มองว่า กทม.ไม่ใช่สถานที่แต่คือ ผู้คน ทั้งนี้ ตนเองนั้นมีโอกาสใช้ชีวิตทั้งเรียนหนังสือและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปีสถานที่ซึ่งมีปรัชญาอย่างหนึ่งในการพัฒนาเมือง มีคนเป็นศูนย์กลางและสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ การมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง 

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่า การบริหารงาน กทม.มีข้อจำกัดทั้งอำนาจ ทั้งงบประมาณ แต่เมืองกรุงเทพฯ ต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้นต้องทำให้ กทม.เป็นเมืองที่พัฒนาคนเพื่อให้คนกลับไปเป็นพลังที่พัฒนาเมือง สำหรับการพัฒนาคนสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เวลา ที่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยความยากแค่การใช้ชีวิตแต่ละวันก็สูญเสียเวลาไปแล้ว 3-4 ชม. ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่จะทำให้เมืองนี้พัฒนาคน คือ ต้องคืนเวลาให้กับคน กทม.จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องทำให้ กรุงเทพฯง่าย โดยได้ชู 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชนเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 

1. การเลี้ยงครอบครัวง่าย โดยกทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก ซึ่งตนเองนั้นเป็นพ่อลูก 1 จึงเข้าใจพ่อแม่ทำงานดีว่า ต้องหาญาติผู้ใหญ่มาช่วยดูแล กทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่ฝากเลี้ยงลูกได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม.มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ถ้าพ่อแม่เริ่มเดินไม่ไหว เริ่มจำไม่ได้ เราจะทำอย่างไร จะทำงานหาเงินจ้างคนช่วยดูแล หรือลาออกจากงานเพื่อออกมาดูแลพ่อแม่ 2 ทางนี้ไม่ยุติธรรมกับคน กทม.

ดังนั้น กทม.จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ให้ลูกวัยทำงาน เอาพ่อแม่มาส่งตอนเช้าและรับกลับตอนเย็นได้ มีสังคม นอกจากนี้ยังมีผู้สูงวัยอีกจำนวนหนึ่งที่ติดบ้านติดเตียง เราจำเป็นต้องมีผู้ดูแล มีแคร์กิฟเวอร์ ดูแลผู้ติดบ้าน ติดเตียง โดยดูแลแทนจนถึงเย็น แล้วกลับมาบ้าน กทม.ต้องเป็นเมืองที่ช่วยดูแลครอบครัว หลักพิงให้สังคมสูงวัย รวมถึงเรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม.สามารถช่วยได้โดยเพิ่มศักยภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาเรื่องใบส่งตัว

2. ค้าขายง่าย กทม.ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง เพราะกทม.เป็นเมืองท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาปีละกว่า 30 ล้านคน มีย่านท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวนำในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างเรื่องราวของเมือง รวมถึงการสร้างงานสร้างอาชีพ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน กทม.จะช่วยรับมือเรื่องเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง กทม.มีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสที่ดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ให้เป็น "ศูนย์รีสกิล" พร้อมการจ้างงานของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อม ๆ กัน นี่คือ การทำให้กรุงเทพฯเป็นลมใต้ปีก ค้าขายง่าย หางานง่าย คว้าโอกาสง่าย 

3. เดินทางง่าย กทม.ต้องเป็นที่ที่สามารถเดินเท้าเพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นเมื่อออกจากบ้านไปแล้ว กทม.จะเป็นเจ้าภาพรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากเรือ รถไฟ รถเมล์ เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางได้  

อย่างไรก็ดี กทม. มีอำนาจจำกัดแต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้วแต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม.สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที 

4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เวลาของคน กทม.มีคุณค่าและสำคัญกว่าการเอาไปใช้กับเรื่องเหล่านั้น การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิดที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ คน กทม.ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมา กทม.ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้