
แจง 2 มาตรฐานคดี“ศักดิ์สยาม” ศาล รธน.-ป.ป.ช.วินิจฉัยคนละประเด็น
“ประภาศ”แจงข้อครหา ป.ป.ช. 2 มาตรฐาน ยกคำร้องซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” ย้ำพิจารณาเจตนา-ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ไม่ต้องยึดคำวินิจฉัยศาล รธน.ที่ชี้เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี
KEY
POINTS
- กรรมการป.ป.ช.ชี้แจงข้อกล่าวหา 2 มาตรฐาน กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
- ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. วินิจฉัยในประเด็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
- โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ขณะที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยประเด็นเรื่องเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายประภาศ คงเอียด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง สส. 101 start strong หัวข้อ “บัญชีทรัพย์สิน: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย” ตอนหนึ่งระบุว่า
ปัจจุบันมีการพูดถึง 2 มาตรฐาน ตนขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง พรุ่งนี้ (23 เม.ย. 69) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องที่ถูกวิจารณ์
"องค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือ ตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็น ศาล หรือ ป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอาเรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป
โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอะไร คือ เรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. คือ การวินิจฉัยเรื่องจงใจหรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือ ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป” นายประภาศ กล่าว
กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิ์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐาน คือ ข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ ป.ป.ช.จะชี้แจงในเรื่องที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าตัดสิน 2 มาตรฐาน เป็นกรณีที่ยกคำร้องกรณีซุกหุ้น ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย อดีตรมว.คมนาคม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นความผิด และหมดสิทธิ์เป็นรัฐมนตรี
นายประภาศ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุจริตอยู่ในขั้นวิกฤติ ตัวสะท้อนที่ชัดเจนสุดคือ ค่าซีพีไอ สำรวจโดยองค์กรระหว่างประเทศ จัดอันดับประเทศอยู่ที่ 116 ด้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน
ทั้งนี้ เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายป.ป.ช. เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้น เมื่อเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่
นอกจากนี้ บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้การตรวจสอบทรัพย์สิน โดย ป.ป.ช.ไม่มีประเด็นตั้งท่าจะเล่นงาน
นายประภาศ กล่าวต่อว่า ตนขอให้ สส.และผู้ช่วย สส. มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. เพราะในฝ่ายการเมือง มักมีฝั่งตรงข้าม หรือ ผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอ ดังนั้น หากพลาดนิดเดียว หรือ พลาดโดยไม่เจตนา แต่ถูกนำไปเป็นประเด็นเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้
โดยประเด็นที่ที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึงการอยู่กินฉันสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งหากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก เพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วย เรื่องนี้ขอฝาก สส. ด้วยความห่วงใย






