thansettakij
thansettakij
'สาทิตย์' อัดยับหลักนิติธรรม 'อนุทิน 2' ตั้ง ครม.มาตรฐานย้อนแย้ง-ซ้ำเติมวิกฤติชาติ

'สาทิตย์' อัดยับหลักนิติธรรม 'อนุทิน 2' ตั้ง ครม.มาตรฐานย้อนแย้ง-ซ้ำเติมวิกฤติชาติ

09 เม.ย. 69 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 11:00 น.

สาทิตย์ สส.ประชาธิปัตย์ อัดหลักนิติธรรมรัฐบาลอนุทิน ชี้แค่ตัวหนังสือสวยหรูทางปฏิบัติคัดสรรรัฐมนตรีมาตรฐานย้อนแย้ง โยงปมคดี ฮั้ว สว. จี้ถามความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อยู่ตรงไหน เตือนอย่าใช้การเมืองซ้ำเติมวิกฤตประชาชน

9 เมษายน 2569 การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาลกังขาประเด็นการคัดสรรคนเข้าสู่การเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นย้ำว่า การเมืองจะต้องไม่ไปซ้ำเติมวิกฤติประเทศ สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นับว่าอยู่ในภาวะที่วิกฤตที่สุดของประเทศครั้งหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ทำให้ประชาชนได้รับความลำบากยากแค้นมากกว่าครั้งที่ผ่านมา

สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังเอาไว้ คือ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเป็นรัฐบาลมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐมนตรี จะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และจะต้องไม่ให้การเมืองไปซ้ำเติมวิกฤตของประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก รัฐบาลเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โดยได้เขียนเอาไว้ในหลักการสำคัญ 3 ข้อของรัฐบาลในคำแถลงนโยบายในข้อที่ 3 พูดถึงการยึดมั่นในหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

เป็นหลักการบริหารราชการแผ่นดินและเป็นหลักการบริหารนโยบายของรัฐบาลและเมื่อไปดูคำปาฐกถาของท่านนายกฯ อนุทินซึ่งได้ปาฐกถาเอาไว้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้วพูดถึงเรื่องหลักนิติธรรมว่า หลักนิติธรรมเหมือนกับเรื่องความยุติธรรมและความยุติธรรมนี้เสมือนเสาเข็มของทุกสังคมที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความยุติธรรมต้องเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ถูกจำกัดไว้เฉพาะคนบางกลุ่ม 

หลักนิติธรรม คือ หลักที่ต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องที่ใหญ่ที่สุดก่อนที่จะมีการแถลงนโยบาย คือ การคัดสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า การเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งครั้งนี้จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นบอกว่าต้องยึดหลักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งวินิจฉัยกรณีที่มีการร้องอดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปี 69 เขียนไว้ชัดว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แต่สิ่งซึ่งจะหยิบยกนำมาเพื่ออภิปราย สอบถามมาตรฐานของท่านนายกฯและของรัฐบาล คือ ข้อความที่บอกว่า คำว่า ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คือ ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต ต้องไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้เพราะเมื่อติดตามเรื่องของการคัดสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งก็ปรารถนาให้การเมืองเข้มข้นอย่างที่ท่านนายกฯ มีการตรวจสอบ และใช้บังคับต่อทุกคนที่เข้าสู่ตำแหน่งอย่างเท่าเทียมกัน 

คำถามคือ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีนั้นใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด รัฐมนตรีที่นั่งกันอยู่ข้างบน ไม่มีใครอีกแล้วที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพราะคดีเดียวเท่านั้น คือ คดีฮั้ว สว.มีผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาครอบคลุมตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีไปจนกระทั่งถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน 

นี่จะเป็นการเมืองที่ซ้ำเติมวิกฤติของประเทศเพราะศรัทธาที่หมดไป คดีฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบอบประชาธิปไตยของไทย ความร้ายแรงนั้นเทียบได้กับการรัฐประหารประชาธิปไตย ทำไมจึงไม่ใช้มาตรฐานเดียวกัน

พร้อมกันนี้ได้ขยี้ปมประเด็นความไม่โปร่งใสในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) กรณีการยกเลิก MOU ที่เคยมีการแถลงข่าวพบข้อพิรุธและส่งเรื่องให้ DSI และ ป.ป.ช. ไต่สวนซึ่งหนึ่งในผู้ถูกไต่สวนได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

วิกฤตของประเทศตอนนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตเศรษฐกิจแต่คือวิกฤตความเชื่อมั่น ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า รัฐบาลของท่านโปร่งใสจริงตามที่เขียนไว้ในหน้ากระดาษนโยบาย นโยบายอื่นๆ ที่จะทำจะไม่มีความหมายเลยเพราะประชาชนไม่เชื่อถือ