
“รมว.ยุติธรรม-รอง ผบ.ตร.”ลุยชลบุรี-ระยอง สกัดลักลอบขนน้ำมัน
“รมว.ยุติธรรม-รอง ผบ.ตร.” ลุยชลบุรี–ระยอง ตรวจเข้มท่าเรือ–โรงกลั่น สกัดลักลอบขนน้ำมัน แก้วิกฤตเชื้อเพลิง เตรียมถกบูรณาการทั้งระบบ 1 เม.ย.
KEY
POINTS
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี และ ระยอง เพื่อตรวจสอบและป้องกันการลักลอบขนน้ำมันตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
- ตรวจสอบระบบควบคุมความปลอดภัยทางทะเลที่แหลมฉบัง และรับทราบผลการจับกุมเรือลักลอบขนน้ำมันดีเซลเถื่อน 85,000 ลิตรในพื้นที่สัตหีบ
- เข้าตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมัน IRPC ที่ระยอง พบว่า ไม่มีการกักตุนสินค้า แต่มีการปรับเปลี่ยนแผนการผลิต "น้ำมันเขียว" สำหรับภาคประมงเนื่องจากปัญหาราคา
- เตรียมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการข้อมูล และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างเป็นระบบในระยะต่อไป
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 13.45 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของสำนักงานควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล (แหลมฉบัง) ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เร่งป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รวมถึงการกักตุนและฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน
ในการตรวจเยี่ยมดังกล่าว มี นายนริศ นิรามัยวงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลและรายงานผลการปฏิบัติงาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินความพร้อมของระบบควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อใช้เป็นแนวทางการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ระบบควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเลยังทำงานได้ตามปกติ และหน่วยงานภายใต้ ศรชล.มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเรือน้ำมันเถื่อนได้ โดยเมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ส่งเรือหลวงตากใบออกลาดตระเวนบริเวณเกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และสามารถจับกุมเรือที่ใช้ชื่อปลอม ซึ่งจดทะเบียนเป็นเรือเดินในลำน้ำ แต่กลับนำมาวิ่งในทะเล
จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นน้ำมันดีเซลจำนวน 85,000 ลิตร โดยกรมสรรพสามิตและกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติเรือไทย และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้กัปตันเรือจะให้การปฏิเสธ แต่จากการตรวจสอบเส้นทางเดินเรือพบว่า เรือดังกล่าวออกจากพื้นที่ศรีราชาและมีปลายทางที่ปากน้ำจังหวัดระยอง ขณะนี้ ศรชล.ภาค 1 อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลในเชิงลึกเพื่อหาผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลัง
ต่อมา เวลา 15.45 น. คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปยังบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อตรวจสอบการบริหารจัดการโรงกลั่น รวมถึงระบบการซื้อขาย การขนถ่าย และการขนส่งน้ำมัน
โดยมี นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจน้ำ พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และสรรพสามิตพื้นที่ ให้การต้อนรับและร่วมให้ข้อมูล
ผลการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท IRPC ยังคงดำเนินการผลิตน้ำมันในระดับปกติ และส่งจำหน่ายตามกลไกตลาดโดยไม่ได้ลดกำลังการผลิตหรือกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของน้ำมันสำหรับภาคประมง หรือที่เรียกว่า “น้ำมันเขียว” พบว่า ปัจจุบันมีราคาสูงกว่าน้ำมันที่จำหน่ายบนบก ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันไม่ได้มารับซื้อจากโรงกลั่น เนื่องจากหันไปซื้อจากคลังหรือสถานีบริการน้ำมันแทน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทตัดสินใจยุติการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเขียวชั่วคราว และปรับเปลี่ยนน้ำมันดังกล่าวไปผลิตเป็นน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 เพื่อนำมาใช้ในประเทศแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไป เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าตรวจสอบคลังน้ำมันเป้าหมายที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการกักตุนหรือการลักลอบขนถ่ายที่ผิดกฎหมายพร้อมกันนี้ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 จะมีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพื่อบูรณาการข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน
เป้าหมายสำคัญ คือ การหามาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นใจว่าปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังคงเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันผวน






