thansettakij
thansettakij
'อภิสิทธิ์' คืนฟอร์มอัดกลางสภาฯ ลั่น งดออกเสียง 'อนุทิน-ณัฐพงษ์' ชี้ขาดคุณสมบัติจริยธรรม

'อภิสิทธิ์' คืนฟอร์มอัดกลางสภาฯ ลั่น งดออกเสียง 'อนุทิน-ณัฐพงษ์' ชี้ขาดคุณสมบัติจริยธรรม

19 มี.ค. 69 | 05:25 น.
อัปเดตล่าสุด :19 มี.ค. 69 | 05:27 น.

อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืน ปชป. การรักษามาตรฐานการเมืองสุจริต งดออกเสียงโหวตเลือก 2 แคนดิเดตนายกฯ ระบุ "อนุทิน" โยงปมคดีฮั้ว สว. ขณะที่ "เท้ง-ณัฐพงษ์" ชนักติดหลังปม ป.ป.ช. ชี้มูล

KEY

POINTS

  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศในสภาฯ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะงดออกเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีทั้งนายอนุทินและนายณัฐพงษ์
  • ให้เหตุผลว่านายอนุทินขาดคุณสมบัติทางจริยธรรม เนื่องจากมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ กกต. และ DSI
  • ส่วนนายณัฐพงษ์ไม่สามารถสนับสนุนได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและเรื่องกำลังเข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งอาจทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

19 มีนาคม 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยนายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน

นายอภิสิทธิ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า จากข้อบังคับว่าด้วยเรื่องประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 16 ระบุว่า สมาชิกและกรรมาธิการต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบัญญัติของกฎหมาย โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย จึงต้องสามารถพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เสียดายว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาตนเองไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์เลย ได้ฟังจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มากพอสมควร และวันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้มตามหนิม (นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) ที่พูดถึงหนู (นายอนุทิน) มากกว่าที่พูดเมื่อสักครู่

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้โดยหยิบยกในเรื่องของคดีความเพราะเวลาพูดถึงเรื่องจริยธรรม ไม่ใช่เรื่องของการตัดสินเชิงกฎหมายและสิ่งที่พูดจะไม่ได้บอกว่า การกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือเป็นเท็จแต่กำลังพูดถึงสถานะของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น สมควรที่จะได้รับการเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนที่ต้องการสร้างการเมืองสุจริตและกับหัวหน้าพรรคประชาชนในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ตามเวทีต่าง ๆ พูดตรงกันว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองหรือมาตรฐานในเรื่องการเมืองต้องต่างและสูงกว่าเรื่องของความรับผิดชอบหรือมาตรฐานทางกฎหมาย

ประเด็นหลักที่ไม่สามารถเห็นชอบได้ คือ ประเด็นเรื่องฮั้ว สว. เพราะเรื่องนี้คดีนี้มีความร้ายแรงที่สามารถทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อาณัติของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองแล้ว สว. ซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระ ก็จะทำให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันนายอนุทิน ตกอยู่ในสถานะของการผู้ถูกกล่าวหา ในการดำเนินการของ 2 หน่วยงานด้วยกัน หน่วยงานแรก คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเมื่อมีการ กล่าวหาไปแล้วได้มีการส่งเรื่องนี้ให้กับอนุกรรมการสืบสวน ชุดที่ 26 ซึ่งได้มีการบรรยายข้อกล่าวหา และมีการแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งนายอนุทิน ด้วย ข้อหานั้นตนไม่ลงรายละเอียดแต่จะได้บรรยายอย่างชัดเจนถึงกระบวนการทำงานของพรรคการเมืองที่วางแผนในเรื่องของกระบวนการของการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งขัดกับกฎหมายหลายมาตรา และคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ได้มีความเห็นว่า บุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงนายอนุทินนั้น เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของวุฒิสภา

ยิ่งไปกว่านั้น ความคลางแคลงใจของสังคมก็ทวีคูณขึ้นมาเพราะโดยปกติแล้วเมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนได้มีการสืบสวนเสร็จ ก็จะมีการจำหน่ายเรื่องนี้หรือจ่ายเรื่องนี้ไปให้กับอนุกรรมการวินิจฉัย ซึ่งปกติมีอยู่ 35 คณะ และเขาจะจ่ายให้กับคณะใดก็เรียงตามลำดับเรื่องที่เข้า จึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปอยู่ที่คณะใด แต่ปรากฏว่า กกต. ได้มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้ ที่สำคัญเมื่อมีการดำเนินการเช่นนั้น ก็มีผู้ไปฟ้องร้อง กกต. ว่าการตั้งอนุกรรมการดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งจะได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ในเดือนหน้า

"ความหมายของเรื่องนี้ คือ คุณอนุทินยังอยู่ในสถานะนี้ แม้จะมีข่าวว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ประชุมกันและบอกว่าจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายอยู่ที่ กกต. และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจตั้งคณะรัฐมนตรีของคุณอนุทินด้วย เพราะว่าบุคคลผู้ถูกกล่าวหามีเป็นจำนวนมาก สถานะตรงนี้ท่านไม่ต้องชี้แจงผมเรื่องสาระครับ แต่นี่คือสถานะของนายอนุทินในกรณีของ กกต." นายอภิสิทธิ์ ระบุ 

อีกหน่วยงานที่สอบสวนคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เบื้องต้นท่านอาจจะเข้าใจว่ามีการยุติเรื่องด้วยการส่งอัยการให้มีการฟ้องร้องบุคคล 8 คน แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปีอัยการเมื่อได้รับสำนวนบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน ในที่สุดอัยการส่งเรื่องคืนกลับมาที่ DSI บอกว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดต้องสอบสวนให้ครอบคลุมทั้งหมด จะตัดทอนแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่ 

ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนและที่พึงจะมี เป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น 

ส่วนคำถามต่อมาว่า แล้วทำไมจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อตกเป็นผู้ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเรื่องส่งเข้าสู่ศาล และอาจจะทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีความเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนท่านได้เช่นกัน 

ทั้งนี้ การงดออกเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาลซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานเป็นฝ่ายค้านมาแทบจะเรียกได้ว่า นานที่สุดในสภาฯ แห่งนี้ ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์ เดินหน้าด้วยความตั้งใจ 

"สิ่งที่เสียใจที่สุด คือ ถ้าจะบอกว่าไม่ยอมรับการเลือกตั้งหรืออย่างไร น่าเสียดาย 2 นอกเหนือจากประเด็นที่ได้มีการชี้ไปแล้วว่า มีการกระทำในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อย เรื่องก็ยังค้างอยู่ในศาลและมีข้อโต้แย้งมากมายนั้น

น่าเสียดายที่ 2 พรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ ในวันนี้ ความจริงท่านมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีปัญหา ทั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแล้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียง" นายอภิสิทธิ์ ระบุ