จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก-ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี69

24 ม.ค. 2569 | 12:43 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 2569 | 12:55 น.

จับตาประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลกและไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี2569 SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำเพียง 1.5% โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1%

KEY

POINTS

  • SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตต่ำเพียง 1.5% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
  • ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค. 2569 อาจล่าช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐ
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก เช่น กำแพงภาษีของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทยให้มีแนวโน้มหดตัว

 

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี2026(2569)โตต่ำเพียง 1.5% โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% จากภูมิรัฐศาสตร์โลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง

แรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลง จากเม็ดเงินสนับสนุนของรัฐที่ลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลชัดเจนขึ้น และการแข่งขันโลกที่สูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกเร่งตัว

 

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในปีนี้  

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 2026 (2569)และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 (2570) จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ไทม์ไลน์นี้ล่าช้าออกไป และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายการลงทุนของรัฐในปีนี้

นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังเน้นให้เงินอุดหนุน แม้เริ่มเสนอแนวทางยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่เป็นรูปธรรม

เศรษฐกิจไทยชะลอตัว

อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ในช่วงครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปีจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำ ภาวะการเงินยังคงตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัวโดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้าง ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ในปีก่อน

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ เช่น การปรับกลยุทธ์ความมั่นคงสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังมีสูง

นโยบายการเงินโลกมีแนวโน้มผ่อนคลาย คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำที่ 2% ตลอดปี ขณะที่ BOJ จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ แต่ต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐส่วนใหญ่สูงกว่าอดีต จากความเสี่ยงการคลังและการเมืองที่สูงขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำเพียง 1.5%

โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญSCB EIC ประเมินแรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลงในปีนี้ ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวช่วยสนับสนุนได้บ้าง เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปี 2026 ยังได้รับแรงส่งจากเม็ดเงินภาครัฐตามมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายสูง แต่แรงส่งนี้อาจแผ่วลงบ้างจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี แต่ในระยะข้างหน้าจะเผชิญปัจจัยกดดันจากรายได้แรงงานฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง และภาวะการเงินตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัว

ด้านการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวในปี 2026 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2025 โดยจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

SCB EIC ประเมินการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใช้เวลา 5 เดือนและจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. 2026 ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทมไลน์นี้ล่าช้าออกไป เช่น กรณีร้องเรียนผลเลือกตั้ง หากปัญหาชายแดนกัมพูชาเกิดความไม่สงบอีกครั้ง หรือกรณีตัดสินคดีการเมือง อย่างไรก็ดี รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายพรรค เพราะอาจไม่มีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับผลเลือกตั้งในปี 2023

ทั้งนี้การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 อาจประกาศใช้ล่าช้าเพียง 1-2 เดือน ความเสี่ยงล่าช้ามากขึ้นกับระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายชุดใหม่ตามที่ประกาศไว้ ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปีนี้

นโยบายหาเสียงยังเน้นให้เงินอุดหนุน ยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงเสนอนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศมากขึ้น อาทิ มิติหนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรและคุณภาพแรงงาน ความเหลื่อมล้ำและสวัสดิการ และธรรมาภิบาลภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายของภาครัฐที่ชัดเจนภายใต้แรงกดดันปฏิรูปการคลังที่สูงขึ้น หลังจากระดับหนี้สาธารณะไทยมีแนวโน้มใกล้ชนเพดานเร็วขึ้น และเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศจากเสถียรภาพการคลัง

 ดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปีนี้

SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง สินเชื่อภาคเอกชนที่หดตัวเป็นวงกว้าง ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs จึงเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนอุปสงค์ในประเทศซบเซา การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการทางการเงินของรัฐบาลในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

 เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้างจากผลภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามการค้าโลกที่จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นหลังเร่งส่งออก (Front-loading) ไปตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตชะลอลงบ้างตามการจ้างงานของภาคธุรกิจที่ลดลง ขณะที่การลงทุนใน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยูโร ชะลอลงตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปรับแย่ลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐปรับเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีน จะถูกกดดันต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การผลิตและส่งออกจะยังเป็นเครื่องยนต์หลักได้ต่อไป เศรษฐกิจญี่ปุ่น ชะลอลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่อุปสงค์ในประเทศยังเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยญี่ปุ่นมีกำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. SCB EIC ประเมินว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน (LDP) จะยังเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ (National Security Strategy Nov 2026) ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นหลัก ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ สะท้อนจากกรณีการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาโดยใช้เหตุผลการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษี กดดันประเทศในสหภาพยุโรปให้เร่งเจรจาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์ นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันยังดำเนินต่อไป ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกสูง มีโอกาสที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การบังคับใช้ภาษีนำเข้าบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์ไม่ชอบด้วยต่อกฎหมาย รัฐบาลทรัมป์อาจต้องหากฎหมายอื่น ๆ ใช้บังคับแทน

นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ในช่วงกลางปีนี้ จากทิศทางตลาดแรงงานที่ชะลอลง และจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังมี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำ 2% ตลอดปี โดยเงินเฟ้อของประเทศกลุ่มยูโร ส่วนใหญ่กลับสู่เป้าหมาย 2% แล้ว อย่างไรก็ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะมีทิศทางผ่อนคลายลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจะยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง โดยหนี้สาธารณะมีทิศทางสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง