KEY
POINTS
ในห้วงนับถอยหลังโค้งสุดท้ายก่อนเปิดคูหาหย่อนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการเลือกตั้งทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “คณิตศาสตร์ทางการเมือง” กลายเป็นหัวใจหลักของการประเมินว่า พรรคใด ค่ายใด จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือ ใครจะได้เข้าร่วมรัฐบาลบ้าง?
แทบทุกสำนักวิเคราะห์ คอการเมือง และสำนักโพล ต่างเห็นตรงกันว่า เต็ง 1-3 ของสนามเลือกตั้ง หนีไม่พ้น 3 พรรคใหญ่ 3 ค่าย 3 สี
พรรคประชาชน (ส้ม)
พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน)
พรรคเพื่อไทย (แดง)
3 ก๊ก 3 สีเร่งเครื่องโค้งท้าย
ตลอด 2 สัปดาห์สุดท้าย เกมการเมืองถูกเร่งเครื่องเต็มพิกัด ทั้งแอร์วอร์ กราวด์วอร์ การดีเบต และการระดมเวทีปราศรัยใหญ่ หวังปั่นกระแสให้เกิด “โมเมนตัม” พลิกเกมในนาทีสุดท้าย
อย่างไรก็ดี เมื่อถอดสมการเชิงตัวเลขออกมา แทบทุกการประเมินตรงกันว่า ไม่มีพรรคใดแตะ 200 เสียงได้
เพดานสูงสุดของแต่ละค่ายอยู่ที่ราว 150 เสียงขึ้นไป ก็ถือว่าสวยงามในบริบทการเมืองปัจจุบัน
ค่ายส้มเจอด่านบ้านใหญ่
พรรคประชาชน ถูกประเมินว่าจะทำคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ได้ดี มีลุ้นอันดับ 1 แต่ สส.เขต ต้องเผชิญโจทย์หิน คือ การเจาะฐาน “บ้านใหญ่” ที่ฝังรากลึกทั่วประเทศ
แม้พยายามปรับภาพลักษณ์ ลดเพดานนโยบายสุดโต่ง (ม.112) และส่งสัญญาณประนีประนอมมากขึ้น แต่เงื่อนไขทางอำนาจยังทำให้โอกาสตั้งรัฐบาลของ “ค่ายส้ม” ไม่ง่าย และไม่เปิดกว้างเท่าที่หวัง
ค่ายน้ำเงินหวังขึ้นแท่นเบอร์ 1
พรรคภูมิใจไทย วางหมากชัด ใช้ยุทธศาสตร์ “ดูดพลังบ้านใหญ่” ทั่วประเทศ หวังยกระดับจากพรรคตัวแปร เป็น หัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม
เป้าหมายคือขึ้นเป็นอันดับ 1 หรืออย่างน้อยอันดับ 2 เพื่อถือดุลอำนาจต่อรองจัดตั้งรัฐบาล และเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ หากจำนวน ส.ส.ทะลุเป้า
ค่ายแดงเดิมพันทวงแชมป์
พรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญภารกิจไม่ง่าย หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 2566 นับแต่ยุคไทยรักไทยปี 2544 ยุทธศาสตร์สำคัญคือ
- ล็อกเป้า สส.เกรดเอ
- ดึง สส.เกรดบี-ซี เข้าสภาให้มากที่สุด
- ตั้งธงคว้าแชมป์สส.ภาคอีสาน และภาคเหนือ
ขณะเดียวกัน ยังต้องกอบโกยคะแนน “บัญชีรายชื่อ” ให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาสถานะ “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล”
การดัน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคลงสนามเต็มรูปแบบ ทั้งเวทีดีเบต โซเชียล และ เวทีปราศรัยใหญ่ โดยประเดิมรุกหนักที่ “นครราชสีมา” ซึ่งมีสส.ถึง 16 ที่นั่ง ถือเป็นหมากสำคัญของ “ค่ายแดง” ในโค้งสุดท้าย
หลัง 8 ก.พ.เริ่มเกมตั้งรัฐบาล
ทุกการประเมินชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลังวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จะเกิด “รัฐบาล 2 ก๊ก” โดยอีก 1 ก๊กถอยไปเป็นฝ่ายค้าน
ปัจจัยสำคัญที่ยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ บทบาทของ “รัฐพันลึก” ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาดสูงในดีลจัดตั้งรัฐบาล
แหล่งข่าวในวงการเมืองระบุว่า คีย์แมน “ค่ายแดง” ได้เช็ค “ทิศทางลม” ไว้ล่วงหน้าแล้ว โอกาสที่เพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะในฐานะแกนนำ หรือ พรรคร่วมหลัก ยังมีสูง
สูตร“แดง-น้ำเงิน”ยังไม่ตาย
ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร หาก“เพื่อไทย”ได้ สส. ไม่ต่ำกว่า 100 เสียง และอยู่อันดับ 1-3 โอกาสเข้าสู่ “ขั้วรัฐบาล” ยังเปิดกว้าง
พันธมิตรที่ถูกจับตา ได้แก่
พรรคภูมิใจไทย
พรรคกล้าธรรม
โดยเฉพาะสูตร “แดง-น้ำเงิน” ที่ยังไม่ถูกตัดทิ้ง
อย่างไรก็ตาม การจับมือกันของ 2 ค่ายใหญ่ ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องเคลียร์ ได้แก่
1.คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง
2.คดีมาตรา 112 และคดีที่เกี่ยวพันกับ “ทักษิณ ชินวัตร”
3.คดีในชั้น ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับปีกค่ายแดง ทั้งคลิปเสียง ตั๋ว PN การโอนหุ้น และ คดีภาษีชินคอร์ป
ทั้งหมดคือ “ชนักทางการเมือง” ที่ผู้นำจิตวิญญาณของ 2 ค่ายต้องจัดการให้ลงตัว
แม้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่เมื่อกาง “สมการอำนาจ” ทั้งหมดออกมา ชื่อของ “พรรคเพื่อไทย” ยังอยู่ในทุกสูตรการจัดตั้งรัฐบาล
ไม่ว่าผลจะจบที่อันดับ 1, 2 หรือ 3
“ค่ายแดง”ยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาดอำนาจหลังหย่อนบัตรเลือกตั้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
+++++
เปิดเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 7 พรรค
หัวหน้าพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จาก 7 พรรคการเมือง ได้แสดงเงื่อนไขการร่วม หรือ ไม่ร่วมรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนการเลือกตั้ง ในเวที NATION ELECTION 2569 กับการดีเบตหัวข้อ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 259 ดังนี้
พรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม และจะไม่โหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย แต่หากพรรคประชาชนมีจำนวน สส. เข้มแข็งเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางรัฐบาลและการคัดเลือกคณะรัฐมนตรี เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลยังคงเปิดกว้าง
พรรคเพื่อไทย โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการร่วมงานกับผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริต โดยสิ่งสำคัญคือ การรับฟังเสียงประชาชน และการทำงานร่วมกับพรรคที่สามารถผลักดันนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อนำประเทศเดินหน้า ลดความขัดแย้ง และยืนหยัดในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี
พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ไม่ร่วมกับการเมืองที่มีการทุจริตแบบทุนเทา การสร้างความแตกแยกในสังคม หรือการถูกครอบงำโดยผู้ที่ไม่ควรมีอำนาจทางการเมือง โดยมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
พรรครวมไทยสร้างชาติ โดย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
ไม่มีประเด็นการแบ่งขั้วซ้าย–ขวา แต่เน้นการต่อสู้กับทุนพลังงาน เพื่อลดค่าไฟฟ้าและส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยไม่ตั้งเงื่อนไขใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง
พรรคประชาชาติ โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ไม่ร่วมรัฐบาลกับผู้ทุจริต นักค้ายาเสพติด หรือผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ พร้อมประกาศยอมเป็นฝ่ายค้าน หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง
พรรคไทยสร้างไทย โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ประกาศเจตจำนงชัดเจนในการสร้างการเมืองสุจริต ซึ่งระบุไว้ในข้อบังคับพรรค โดยจะไม่ร่วมรัฐบาลกับผู้ทุจริต พร้อมเสนอให้ทุกพรรคการเมืองร่วมให้คำมั่นต่อประชาชนว่า จะไม่โกง และจะปราบโกงอย่างจริงจังให้เป็นวาระแห่งชาติ
พรรคโอกาสใหม่ โดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์
ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่ “ก้าวล่วงสถาบัน” อย่างเด็ดขาด ส่วนพรรคอื่น หากผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างถูกต้องและโปร่งใส พรรคโอกาสใหม่พร้อมพิจารณาร่วมงาน