
'นี่คือเงินภาษี ไม่ใช่เงินพรรค' เสียงจาก 'เอกนิติ' เดิมพัน-สานต่อนโยบายภูมิใจไทย
สัมภาษณ์พิเศษ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ในฐานะของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย เดิมพัน-สานต่อนโยบาย พาประเทศไทยออกจากการติดหล่มทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
KEY
POINTS
- สัมภาษณ์พิเศษ 'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายโดยเน้นย้ำถึงความยั่งยืนทางการคลัง ว่าเป็น "เงินภาษี ไม่ใช่เงินพรรค" ที่ต้องใช้อย่างคุ้มค่า
- สานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่เคยประสบความสำเร็จในการฟื้นเศรษฐกิจ มาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงคือ 'เศรษฐกิจ 10 Plus'
- นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยใช้งบประมาณไม่ถึง 150,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและไม่สร้างภาระหนี้ให้คนรุ่นหลัง
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อน การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศทางการเมืองคึกคักสุดขีด ทุกพรรคการเมืองต่างควักหมัดเด็ดนโยบายหาเสียง แต่โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองต้องเผชิญกลับไม่ใช่เพียงการออกนโยบายการซื้อใจ ประชาชนด้วยงบประมาณมหาศาล แต่กลายเป็นประเด็นคำถามที่ว่า นโยบายเหล่านั้นจะพาประเทศไทยออกจากการติดหล่มทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
ฐานเศรษฐกิจและผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ในฐานะของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย อดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลังที่ตัดสินใจลาออก เพื่อลงสนามการเมืองเต็มตัว ได้มาเล่าถึงเบื้องลึกแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ทำได้จริง
โดยนโยบายหลักวางเป้าหมายเน้นการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพใหม่ ผ่านแนวคิด Quick Big Win “เศรษฐกิจ 10 Plus” โดยมีต้นทุนทางด้านงบประมาณแค่ 150,000 ล้านบาท
Quick Big Win พิสูจน์ความสำเร็จ
นายเอกนิติ เริ่มต้นด้วยการพูดถึงสิ่งที่เขาได้รับจากพรรคภูมิใจไทย นั่นคือ “อิสระในการทำงาน” หลัง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญเข้ามาร่วมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้นำคำว่า “Quick Big Win” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในการบริหารงานราชการมาเป็นนโยบายระดับชาติ เขายืนยันว่า สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม จนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดได้
นั่นเพราะผลลัพธ์ของนโยบาย Quick Big Win ปรากฏชัดเจนในตัวเลข GDP ของไทยในช่วงปลายปี โดยนายเอกนิติ อธิบายว่า เดิมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 อยู่ที่ 3.2% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.8% ไตรมาส 3 ลดลงเหลือ 1.2% และคาดการณ์ไว้ว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.3% เท่านั้น
แต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งวันที่ 29 ตุลาคม 2568 รัฐบาลมีเวลาเพียง 2 เดือนในไตรมาส 4 ของปี โดยตอนที่เข้าใหม่ ๆ และออกนโยบาย Quick Big Win ก็ประกาศชัดเจนไปว่า จะพยายามผลักดัน GDP ให้โตไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิมที่คาดว่าจะโตแค่ 0.3-0.4% ซึ่งผลที่ออกมาเกินความคาดหมาย เพราะไตรมาส 4 เศรษฐกิจโตประมาณ 1.8% เป็นผลมาจากนโยบาย Quick Big Win ผสมกับการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี
"ถ้าไม่มี Quick Big Win เศรษฐกิจไทยอาจจะติดหล่มต่อ แต่ที่ผ่านมาการทำ Quick Big Win ก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่ามันฟื้นไทยออกมาได้" นายเอกนิติ ระบุ
ต่อยอด Quick Big Win “เศรษฐกิจ 10 Plus”
ด้วยนโยบายที่เห็นผลและติดตลาดอย่าง Quick Big Win ทำให้ทีมเศรษฐกิจของพรรคต่อยอดเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจหลักในการหาเสียง โดยขยายมาเป็น Quick Big Win “เศรษฐกิจ 10 Plus” นายเอกนิติ ยอมรับว่า นโยบาย 10 Plus ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีรากฐานมาจากการวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจที่มันพ้นจากหล่มแล้วให้เดินต่อไปได้
หัวใจสำคัญของนโยบาย 10 Plus แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 5 Plus แรก เป็นการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่วน 5 Plus หลังคือ การสร้างให้โตอย่างมีคุณภาพและเต็มศักยภาพ มีเป้าหมาย ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามศักยภาพ นั่นคือ ขยายตัวได้ในระดับ 3% Plus
5 Plus เติบโตทั่วถึง เจาะลึกทุกกลุ่มเป้าหมาย
1. คนละครึ่ง Plus กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย
นโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยและมนุษย์เงินเดือน โดยนายเอกนิติเน้นย้ำว่า เราไม่ได้ให้เฉพาะลดรายจ่าย แต่เพิ่มทักษะจริงๆ สิ่งที่แตกต่างจากเดิมคือการเพิ่มมิติการสอนทักษะดิจิทัล โดยใช้วงเงินประมาณ 44,000 ล้านบาท แต่อาจใช้งบกลาง 33,000 ล้านบาท ตามความเหมาะสมของงบประมาณ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยยังคงหลักการเดิม
2. สูงวัย Plus - รับมือสังคมผู้สูงอายุ
โครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถมีรายได้ต่อเนื่องแม้หลังเกษียณ โดยเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ เช่น Skill Bridge และออมทรัพย์ Plus ผ่านการส่งเสริมการออมระยะยาว โดยจะผลักดันโครงการ TISA ที่ค้างอยู่ในรัฐบาลออกมาให้สำเร็จ รวมทั้งออมทรัพย์พันธบัตรสามารถซื้อได้ทุกเดือน
3. SME Plus - Made in Thailand
นายเอกนิติ ระบุว่า SME คือคนตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน แต่เขาเป็นลักษณะของธุรกิจ เราจะส่งเสริมเขายังไง เราไม่ได้ส่งเสริม SME ทั่วไป เราจะส่งเสริม Made in Thailand โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น SME Credit Boost สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
4. ชุมชน Plus - เกิดจากประสบการณ์จริง
โครงการชุมชน Plus มุ่งสร้างชุมชนที่ยั่งยืน โดยให้คนในเมืองและคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องกลับเข้ามาในเมืองทั้งหมด
5. การศึกษาเท่าเทียม Plus
โดยเน้นการเรียนฟรีที่ทำได้จริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา โดยใช้งบประมาณ 700 ล้านบาทในปีแรก เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ มีโครงการ Skill Bridge เป็นการเรียนรู้จากต่างประเทศแต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย
5 Plus เพิ่มศักยภาพ สร้างรากฐานระยะยาว
6.ลงทุน Plus - ปลดล็อค 480,000 ล้านบาท
นายเอกนิติ มั่นใจว่า การลงทุนคือพระเอกของปี 2569 ถ้ามีโอกาสกลับมา ถ้าเราปลดล็อคการลงทุนได้ โดยเปิดการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Fast Pass เงินจะทะลักเข้าประเทศไทยอย่างมาก เพราะวันนี้เรามีเงินลงทุนรออยู่ 480,000 ล้านบาท จาก 80 โครงการที่ BOI อนุมัติแล้ว และพร้อมลงทุนทันที
7.เศรษฐกิจสีเขียว Plus - ตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติ
โครงการหลักคือพลังงานสะอาดตอบรับนักลงทุน โดยเปิดให้ทำ Solar Farm, Floating Solar ที่อ่างเก็บน้ำที่เป็นที่ราชพัสดุ ทำ Floating Solar หรือหลังคาของหน่วยราชการทั้งหมดไปทำโซลาร์เซลล์ รวมทั้งผลักดันโครงการ Low Carbon City ให้ชุมชนสามารถขายคาร์บอน ติดโซลาร์ฟาร์มในชุมชน เป็นต้น
8.AI Plus - สร้างงาน
ผลักดันเทคโนโลยี AI ถึงมือ งานถึงตัว และเงินถึงบ้าน
9.เทรด Plus - หาตลาดให้สินค้าไทย
เน้นการค้าขายสินค้า เจาะตลาดใหม่ ยึดตลาดโลกด้วยพันธมิตร
10.Thailand Plus - ปลดล็อคการลงทุน
โดยมีโครงการ Fast Pass อำนวยความสะดวกและปลดล็อคอุปสรรคในการลงทุน ที่ผ่านมาได้ออกไปแล้ว 17 โครงการ รวมทั้งในระยะยาวยังเตรียมแก้กฎหมายหลายฉบับ
“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยใช้เงินน้อยที่สุดในการหาเสียง ด้วยวงเงินไม่ถึง 150,000 ล้านบาท หรืออาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ เพราะระหว่างทางด้วยความที่เราตรงไปตรงมา เราจะบอกหมดว่าเงินจะมาจากไหน เพราะพรรคห่วงเรื่องวินัยการคลังที่สุด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจึงต้องทำแผนความยั่งยืนทางการคลังออกมา และจะลดการขาดดุลงบประมาณให้ไม่เกิน 3% ของ GDP” นายเอกนิติ ยอมรับ
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวว่า วันนี้ฐานะการคลังเราจำเป็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องหนี้ และการใช้จ่ายเงิน ถ้าเราใช้จ่ายเกินตัว ใช้จ่ายแล้วมันไม่คุ้มค่า สิ่งที่จะเกิดตามมาหนี้มันจะตกเป็นภาระของลูกหลาน มันไม่ใช่เงินของพรรค มันเงินของคนไทย มันคือเงินภาษีของพวกเรา
"ผมรู้ตัวเองว่าเราเรียนเศรษฐศาสตร์มา เราก็อยากทำให้ประเทศไทยเราดีขึ้น วันนี้โอกาสให้ผมทำผมก็ทำเต็มที่ เพราะอยากให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นหนี้ และอยากจะพัฒนาระยะยาว เพราะผมไม่อยากทำแค่ระยะสั้นแล้วกลับมาเป็นปัญหาใหม่ ซึ่งสิ่งที่ผ่านมา 73 วันของรัฐบาลนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำจริง” เขากล่าวทิ้งท้าย






