

KEY
POINTS
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อน การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศทางการเมืองคึกคักสุดขีด ทุกพรรคการเมืองต่างควักหมัดเด็ดนโยบายหาเสียง แต่โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองต้องเผชิญกลับไม่ใช่เพียงการออกนโยบายการซื้อใจ ประชาชนด้วยงบประมาณมหาศาล แต่กลายเป็นประเด็นคำถามที่ว่า นโยบายเหล่านั้นจะพาประเทศไทยออกจากการติดหล่มทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
ฐานเศรษฐกิจและผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ในฐานะของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย อดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลังที่ตัดสินใจลาออก เพื่อลงสนามการเมืองเต็มตัว ได้มาเล่าถึงเบื้องลึกแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ทำได้จริง
โดยนโยบายหลักวางเป้าหมายเน้นการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพใหม่ ผ่านแนวคิด Quick Big Win “เศรษฐกิจ 10 Plus” โดยมีต้นทุนทางด้านงบประมาณแค่ 150,000 ล้านบาท
นายเอกนิติ เริ่มต้นด้วยการพูดถึงสิ่งที่เขาได้รับจากพรรคภูมิใจไทย นั่นคือ “อิสระในการทำงาน” หลัง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญเข้ามาร่วมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้นำคำว่า “Quick Big Win” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในการบริหารงานราชการมาเป็นนโยบายระดับชาติ เขายืนยันว่า สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม จนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดได้
นั่นเพราะผลลัพธ์ของนโยบาย Quick Big Win ปรากฏชัดเจนในตัวเลข GDP ของไทยในช่วงปลายปี โดยนายเอกนิติ อธิบายว่า เดิมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 อยู่ที่ 3.2% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.8% ไตรมาส 3 ลดลงเหลือ 1.2% และคาดการณ์ไว้ว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.3% เท่านั้น
แต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งวันที่ 29 ตุลาคม 2568 รัฐบาลมีเวลาเพียง 2 เดือนในไตรมาส 4 ของปี โดยตอนที่เข้าใหม่ ๆ และออกนโยบาย Quick Big Win ก็ประกาศชัดเจนไปว่า จะพยายามผลักดัน GDP ให้โตไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิมที่คาดว่าจะโตแค่ 0.3-0.4% ซึ่งผลที่ออกมาเกินความคาดหมาย เพราะไตรมาส 4 เศรษฐกิจโตประมาณ 1.8% เป็นผลมาจากนโยบาย Quick Big Win ผสมกับการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี
"ถ้าไม่มี Quick Big Win เศรษฐกิจไทยอาจจะติดหล่มต่อ แต่ที่ผ่านมาการทำ Quick Big Win ก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่ามันฟื้นไทยออกมาได้" นายเอกนิติ ระบุ
ด้วยนโยบายที่เห็นผลและติดตลาดอย่าง Quick Big Win ทำให้ทีมเศรษฐกิจของพรรคต่อยอดเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจหลักในการหาเสียง โดยขยายมาเป็น Quick Big Win “เศรษฐกิจ 10 Plus” นายเอกนิติ ยอมรับว่า นโยบาย 10 Plus ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีรากฐานมาจากการวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจที่มันพ้นจากหล่มแล้วให้เดินต่อไปได้
หัวใจสำคัญของนโยบาย 10 Plus แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 5 Plus แรก เป็นการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่วน 5 Plus หลังคือ การสร้างให้โตอย่างมีคุณภาพและเต็มศักยภาพ มีเป้าหมาย ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามศักยภาพ นั่นคือ ขยายตัวได้ในระดับ 3% Plus
นโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยและมนุษย์เงินเดือน โดยนายเอกนิติเน้นย้ำว่า เราไม่ได้ให้เฉพาะลดรายจ่าย แต่เพิ่มทักษะจริงๆ สิ่งที่แตกต่างจากเดิมคือการเพิ่มมิติการสอนทักษะดิจิทัล โดยใช้วงเงินประมาณ 44,000 ล้านบาท แต่อาจใช้งบกลาง 33,000 ล้านบาท ตามความเหมาะสมของงบประมาณ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยยังคงหลักการเดิม
โครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถมีรายได้ต่อเนื่องแม้หลังเกษียณ โดยเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ เช่น Skill Bridge และออมทรัพย์ Plus ผ่านการส่งเสริมการออมระยะยาว โดยจะผลักดันโครงการ TISA ที่ค้างอยู่ในรัฐบาลออกมาให้สำเร็จ รวมทั้งออมทรัพย์พันธบัตรสามารถซื้อได้ทุกเดือน
นายเอกนิติ ระบุว่า SME คือคนตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน แต่เขาเป็นลักษณะของธุรกิจ เราจะส่งเสริมเขายังไง เราไม่ได้ส่งเสริม SME ทั่วไป เราจะส่งเสริม Made in Thailand โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น SME Credit Boost สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
โครงการชุมชน Plus มุ่งสร้างชุมชนที่ยั่งยืน โดยให้คนในเมืองและคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องกลับเข้ามาในเมืองทั้งหมด
5. การศึกษาเท่าเทียม Plus
โดยเน้นการเรียนฟรีที่ทำได้จริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา โดยใช้งบประมาณ 700 ล้านบาทในปีแรก เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ มีโครงการ Skill Bridge เป็นการเรียนรู้จากต่างประเทศแต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย
นายเอกนิติ มั่นใจว่า การลงทุนคือพระเอกของปี 2569 ถ้ามีโอกาสกลับมา ถ้าเราปลดล็อคการลงทุนได้ โดยเปิดการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Fast Pass เงินจะทะลักเข้าประเทศไทยอย่างมาก เพราะวันนี้เรามีเงินลงทุนรออยู่ 480,000 ล้านบาท จาก 80 โครงการที่ BOI อนุมัติแล้ว และพร้อมลงทุนทันที
โครงการหลักคือพลังงานสะอาดตอบรับนักลงทุน โดยเปิดให้ทำ Solar Farm, Floating Solar ที่อ่างเก็บน้ำที่เป็นที่ราชพัสดุ ทำ Floating Solar หรือหลังคาของหน่วยราชการทั้งหมดไปทำโซลาร์เซลล์ รวมทั้งผลักดันโครงการ Low Carbon City ให้ชุมชนสามารถขายคาร์บอน ติดโซลาร์ฟาร์มในชุมชน เป็นต้น
ผลักดันเทคโนโลยี AI ถึงมือ งานถึงตัว และเงินถึงบ้าน
เน้นการค้าขายสินค้า เจาะตลาดใหม่ ยึดตลาดโลกด้วยพันธมิตร
โดยมีโครงการ Fast Pass อำนวยความสะดวกและปลดล็อคอุปสรรคในการลงทุน ที่ผ่านมาได้ออกไปแล้ว 17 โครงการ รวมทั้งในระยะยาวยังเตรียมแก้กฎหมายหลายฉบับ
“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยใช้เงินน้อยที่สุดในการหาเสียง ด้วยวงเงินไม่ถึง 150,000 ล้านบาท หรืออาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ เพราะระหว่างทางด้วยความที่เราตรงไปตรงมา เราจะบอกหมดว่าเงินจะมาจากไหน เพราะพรรคห่วงเรื่องวินัยการคลังที่สุด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจึงต้องทำแผนความยั่งยืนทางการคลังออกมา และจะลดการขาดดุลงบประมาณให้ไม่เกิน 3% ของ GDP” นายเอกนิติ ยอมรับ
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวว่า วันนี้ฐานะการคลังเราจำเป็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องหนี้ และการใช้จ่ายเงิน ถ้าเราใช้จ่ายเกินตัว ใช้จ่ายแล้วมันไม่คุ้มค่า สิ่งที่จะเกิดตามมาหนี้มันจะตกเป็นภาระของลูกหลาน มันไม่ใช่เงินของพรรค มันเงินของคนไทย มันคือเงินภาษีของพวกเรา
"ผมรู้ตัวเองว่าเราเรียนเศรษฐศาสตร์มา เราก็อยากทำให้ประเทศไทยเราดีขึ้น วันนี้โอกาสให้ผมทำผมก็ทำเต็มที่ เพราะอยากให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นหนี้ และอยากจะพัฒนาระยะยาว เพราะผมไม่อยากทำแค่ระยะสั้นแล้วกลับมาเป็นปัญหาใหม่ ซึ่งสิ่งที่ผ่านมา 73 วันของรัฐบาลนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำจริง” เขากล่าวทิ้งท้าย