

KEY
POINTS
บนเวทีประชันวิสัยทัศน์ "จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 คำถามที่แทงใจคนในพื้นที่มากที่สุดคือ: "ทำไมโคราชมีโครงการยักษ์ใหญ่มากมาย แต่เม็ดเงินรายได้กลับโตช้าและไม่ตกถึงมือคนในพื้นที่?"
ท่ามกลางผู้สมัครจาก 5 พรรคยักษ์ใหญ่ ประเด็นเรื่อง "ต้นทุนชีวิต" ของเกษตรกรกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดีเบตครั้งนี้
นายมารุต ชุ่มขุนทุด ผู้สมัคร สส.เขต 15 นครราชสีมา จาก พรรคกล้าธรรม เปิดประเด็นอย่างดุเดือดถึงความลักลั่นของตัวเลขจีดีพี โดยระบุว่าแม้เศรษฐกิจภาพรวมจะโต 2-3% แต่ชาวบ้านกลับไม่มีเงินในกระเป๋า
ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน"ผู้สมัคร สส.เขต 10 นครราชสีมา พรรคโอกาสใหม่ ขยี้ประเด็นสินค้าเถื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ชัดว่า "มันสำปะหลังเถื่อน" ที่ทะลักข้ามพรมแดนคือตัวการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 นครราชสีมา พรรคประชาชน ปล่อยหมัดฮุกใส่รัฐบาลเดิมด้วยคำถามที่ว่า "รออะไรอยู่?" พร้อมเสนอแนวคิด ปฏิรูปรัฐทันสมัย ด้วยการกระจายอำนาจให้ "ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง" เพื่อหยุดวงจรข้าราชการที่มาอยู่เพื่อรอเกษียณ
ในมิติเศรษฐกิจ พรรคประชาชนชูยุทธศาสตร์ "อุดรูรั่วทนเทา" ปราบสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน เพื่อดึงเม็ดเงินกลับมาเข้าระบบ พร้อมกระตุ้นผ่าน "หวยใบเสร็จเอสเอ็มอี" และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท หวังยกต้นทุนมนุษย์และเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 1.5 ล้านไร่ให้เป็นโฉนด เพื่อให้คนโคราชโตไปพร้อมกับแผนแม่บทเมืองหลัก-เมืองรองอย่างเท่าเทียม
นายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.เขต 6 นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย โฟกัสที่ "โครงสร้างราคา" โดยเฉพาะอ้อยที่ราคาเคยตกต่ำถึง 890 บาท พรรคประกาศดันราคาให้ถึง 1,400-1,500 บาทต่อตัน โดยเสนอให้มีการแบ่งปันรายได้จาก "กากอ้อย" ที่นำไปผลิตไฟฟ้ามูลค่านับหมื่นล้านบาท กลับคืนสู่มือเกษตรกร
นอกจากนี้ยังมีหมัดเด็ดเรื่อง มันสำปะหลัง 4 บาท และ ข้าวหอมมะลิ 18-20 บาท ผ่านการบริหารจัดการน้ำและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรได้เห็น "โฉนดที่ดิน" ของตัวเองที่หลุดจากจำนองเสียที
นายฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ยังคงยึดมั่นใน "เมกะโปรเจกต์" โดยให้สัญญาว่าโครงการที่คาราคาซัง ทั้งรถไฟความเร็วสูง, มอเตอร์เวย์ M6 และรถไฟทางคู่ จะเสร็จสมบูรณ์แน่นอน เพื่อปั้นโคราชให้เป็น Hub ของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยดึงจีดีพีที่เคยติดลบให้กลับมาเป็นบวกอย่างยั่งยืน
นโยบายปากท้องยังเน้นไปที่ "ประกันกำไร" เกษตรกรต้องไม่ขาดทุน ผ่านโครงการคูปองปุ๋ยและการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ราคามันสำปะหลังยืนพื้นที่ 3 บาท พร้อมกระจายอำนาจการคลัง ให้ท้องถิ่นเก็บภาษีมาพัฒนาจังหวัดได้เองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง