

KEY
POINTS
นายฉัตรชัยพัฒน์ สาระรัมย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นว่าเม็ดเงินมหาศาลที่พรรคการเมืองตั้งเป้าไว้นั้นมีนัยสำคัญที่สะท้อนผ่านต้นทุนแฝงในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยหลักในการลงพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ค่าจ้างรถแห่พุ่งสูงขึ้นจากเดิมวันละ 900 บาท ไปแตะระดับกว่า 2,000 บาท ประกอบกับค่าครองชีพของทีมงานที่ขยับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ
นอกจากนี้พรรคการเมืองยังต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญของสื่อที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการทำโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ในด้านกลยุทธ์การบริหารงบประมาณ นายฉัตรชัยพัฒน์ให้ทัศนะที่น่าสนใจถึง "บุรีรัมย์โมเดล" ว่าการทุ่มงบลงในฐานเสียงเพียงจุดเดียวถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจถูกตรวจสอบจากสังคมและหน่วยงานภาครัฐได้ง่าย ดังนั้นทิศทางที่เหมาะสมควรเป็นการกระจายงบประมาณผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่า
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณถึงพรรคการเมืองว่าโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ต้องไม่ใช่แค่การออกมาตรการใช้เงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นนโยบายการหาเงินเข้าประเทศ โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตัวเลข GDP ของประเทศ แทนที่จะเป็นการละลายงบประมาณไปกับนโยบายประชานิยมระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รอการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่คือวิกฤตความเชื่อมั่นบริเวณพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งจนทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 90% กระทบต่อเศรษฐกิจใน 7 จังหวัดชายแดนอย่างรุนแรง รัฐบาลและกองทัพจึงต้องเร่งประสานงานร่วมกันเพื่อกู้ศรัทธาและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปลอดภัยที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติอีกครั้ง