“เพื่อไทย”แจงเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ดึงคนเข้าระบบหาเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน

26 ม.ค. 2569 | 07:17 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 07:28 น.

พรรคเพื่อไทยแจง“เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ไม่ใช่แจกเงิน แต่ดึงเศรษฐกิจนอกระบบกว่า 9 ล้านล้านบาท เข้าสู่ฐานภาษี เพิ่มรายได้รัฐจาก VAT ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ต้นทุนแค่ 3 พันล้าน

KEY

POINTS

  • นโยบาย "เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน" เป็นมาตรการจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบเศรษฐกิจและภาษี ไม่ใช่การแจกเงินให้เปล่า
  • ใช้วิธีการสุ่มแจกรางวัลวันละ 9 รางวัล จากใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (5 รางวัล) และ เลขบัตรประชาชนของกลุ่มเป้าหมาย (4 รางวัล)
  • มีเป้าหมายเพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับเข้าระบบภาษี คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้รัฐไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” คนละ 1 ล้านบาท หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย” ในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เป็นไปได้จริง

                          “เพื่อไทย”แจงเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ดึงคนเข้าระบบหาเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หัวใจของนโยบายนี้ คือ การจูงใจให้ประชาชนสมัครใจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีของรัฐ เพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data สำหรับนำไปต่อยอดนโยบายเศรษฐกิจ สวัสดิการ และรัฐบาลดิจิทัลในระยะยาว พรรคเพื่อไทยเลือกใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” แทนการบังคับหรือการลงโทษ

                     “เพื่อไทย”แจงเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ดึงคนเข้าระบบหาเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน

“นี่ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการใช้ความหวังและโอกาสในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน มาเป็นแรงจูงใจให้คนเข้าระบบ เมื่อข้อมูลแข็งแรง รัฐจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าสูง จัดสวัสดิการได้แม่นยำ และเพิ่มรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน” นายจุลพันธ์ กล่าว

เปิดกลไก 9 รางวัลดึงคนเข้าระบบภาษี

นายจุลพันธ์ อธิบายว่า นโยบายนี้เปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล โดยออกแบบให้เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของรัฐ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.การสุ่มจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงขอใบเสร็จจากร้านค้า ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำ ก็มีสิทธิ์ลุ้น

2.การสุ่มจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี

เป้าหมายสำคัญคือ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท กลับเข้าสู่ระบบภาษี หากดำเนินการได้สำเร็จ รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนโครงการรวมอยู่เพียงประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

                      “เพื่อไทย”แจงเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ดึงคนเข้าระบบหาเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน

ยกโมเดลต่างประเทศ-ชี้แก้สวัสดิการตรงจุด

นายจุลพันธ์ ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมีตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น บราซิลและไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้ถึง 20% พร้อมย้ำว่า Big Data ที่ได้จะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาความยากจนและจัดสรรสวัสดิการอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะโครงการ “คนไทยไร้จน” ที่รัฐสามารถเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 3,000 บาทต่อเดือนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลที่ครบถ้วนยังเป็นรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล และเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เพราะการตรวจสอบต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

“นี่คือการหาเงินให้รัฐ ไม่ใช่การใช้เงิน และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง” นายจุลพันธ์ กล่าว

                        “เพื่อไทย”แจงเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ดึงคนเข้าระบบหาเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน

“พรหมินทร์”โต้ไม่ใช่หวยใบเสร็จ 

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมถึงข้อเปรียบเทียบนโยบายนี้กับ “หวยใบเสร็จ” ของบางพรรคว่า เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะพรรคเพื่อไทยกำลังลงทุนสร้างระบบข้อมูลระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า

“หลายพรรคพูดแต่เรื่องจะใช้เงินเท่าไหร่ แต่เพื่อไทยพูดเรื่องจะหาเงินอย่างไร และใช้หลักวิทยาศาสตร์ ระบบข้อมูล และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันทั้งกระบวนการ” นพ.พรหมินทร์ กล่าว

นพ.พรหมินทร์ ยังอธิบายว่า ระบบถ้วนหน้าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ลุ้นจากใบเสร็จได้หลายครั้งต่อวัน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ขอใบเสร็จและนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบขึ้นมาอยู่บน “โต๊ะ”

โดยชี้ว่า GDP ที่บันทึกในระบบปัจจุบันอยู่ราว 18–19 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 9 ล้านล้านบาท หากดึงขึ้นมาได้เพียงครึ่งเดียว จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล

ไม่กระตุ้นบริโภค-ไม่สร้างหนี้ประชาชน

เมื่อถูกตั้งคำถามว่านโยบายนี้อาจกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัวเพื่อหวังรางวัล นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า นโยบายนี้ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภค เพราะประชาชนยังใช้จ่ายตามปกติ ไม่ได้บังคับให้ซื้อเพิ่ม จุดมุ่งหมาย คือ การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว