“จุลพันธ์”แจงยิบสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่ประชานิยมแจกเงิน

25 ม.ค. 2569 | 03:57 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ม.ค. 2569 | 04:09 น.

“จุลพันธ์” ย้ำโครงการเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่แจกเงิน ชี้เป็นการลงทุนรัฐ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านขึ้นบนดิน สร้าง Big Data เพิ่มรายได้ภาษีระยะยาว

KEY

POINTS

  • "จุลพันธ์"ชี้แจงว่านโยบายนี้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่อขยายฐานภาษี โดยใช้รางวัลเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนขอใบเสร็จรับเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอย่างยั่งยืน
  • ยกตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ และประเมินว่า การลงทุนหลักพันล้านบาทในโครงการนี้ มีศักยภาพสร้างรายได้ภาษีกลับคืนให้รัฐได้ถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี
  • เป้าหมายหลักคือ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างสมัครใจ และการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีโครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายแจกเงินใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยยืนยันว่า นโยบายดังกล่าว ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว เพื่อเพิ่มรายได้รัฐอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ ระบุว่า ความเข้าใจคลาดเคลื่อนสำคัญคือการมองนโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง ทั้งที่ในความเป็นจริง หัวใจของโครงการคือ การขยายฐานภาษี และการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีผ่านแรงจูงใจ ไม่ใช่การบังคับหรือการลงโทษ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการเรียกหาใบเสร็จเพื่อเข้าร่วมลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็จะขยายตัวโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงไม่ใช่การ “ให้เปล่า” แต่เป็นการลงทุนเพื่อจัดระเบียบระบบการเงินการคลังของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดปัญหาการรั่วไหลของงบประมาณในระยะยาว

นายจุลพันธ์ ยังยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศเพื่อยืนยันว่า นโยบายลักษณะนี้ไม่ใช่แนวคิดลอยๆ แต่เป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง เช่น ประเทศบราซิล ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8–9% จากการใช้นโยบายสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนขอใบเสร็จ หรือไต้หวัน ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง สามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยได้ถึง 20%

“กรณีเหล่านี้ชี้ชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือ ให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ” นายจุลพันธ์ ระบุ

ในด้านความคุ้มค่า นายจุลพันธ์ ได้คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้เห็นเป็นตัวเลขชัดเจน โดยระบุว่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือราว 20% รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนของโครงการในส่วนของเงินรางวัลอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท หรือคิดเป็นต้นทุนเพียงราว 3.3%

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นการลงทุนระดับหลักพันล้านบาท แต่มีโอกาสสร้างรายได้กลับคืนระดับหลักแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับงบประมาณภาครัฐในปัจจุบัน

นายจุลพันธ์ ยังเปรียบเทียบกับงบลงทุนของประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาทต่อปี หากนโยบายนี้สามารถเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 12.5–25% ของงบลงทุน จะเป็นทรัพยากรทางการคลังขนาดใหญ่ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากรายได้ภาษี นายจุลพันธ์ ระบุว่า สิ่งที่มีมูลค่าสูงไม่แพ้กันคือ “Big Data” ที่รัฐจะได้รับจากนโยบายนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ในระดับจุลภาค ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลว่าตลาดใดขายสินค้าอะไร พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือจุดใดที่ราคาสินค้าสูงผิดปกติ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ภาครัฐต้องอาศัยการคาดเดาหรือการใช้นโยบายแบบ “หว่านแห” ไปสู่การตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง เพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังชี้ว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของโครงการคือ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ขึ้นมาอยู่ในระบบอย่างสมัครใจ ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก การบังคับจัดเก็บภาษีโดยตรงทำได้ยากและมักสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ “ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน” เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ระบบด้วยตัวเอง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประชาชนมีโอกาสลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการบริหารที่แม่นยำ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์แบบ Win–Win ทุกฝ่าย

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่า ระบบการสุ่มรางวัลจะถูกออกแบบให้สามารถตรวจสอบได้ เพื่อลดข้อกังวลเรื่องการ “ล็อกผล” พร้อมระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการใช้งบประมาณแบบเดิมที่ขาดข้อมูลรองรับ และมีการรั่วไหลจำนวนมาก

“นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้” นายจุลพันธ์ ระบุ