KEY
POINTS
การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย โดยพบว่าในเดือน ก.ย. 2568 มีผู้สูงอายุราว 13.994 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 21.6% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 31.4% ภายในปี 2585 โดยมีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงราว 3.4 แสนคน จำนวนไม่น้อยกำลังถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง เพราะครอบครัวรวมถึงชุมชนไม่สามารถให้การดูแลได้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสังคม
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงจัดทำข้อเสนอนโยบาย “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งนักบริบาล” เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (LTC) ของประเทศไทย ภายในกิจกรรม Policy Market Place: Policy Sharing ซึ่งอยู่ภายใต้งาน “Policy Watch Connect 2026”
โดยมีตัวแทน 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ประกอบด้วย 1. กฤดิกร วงศ์สว่างพานิชผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย 2. เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน 3. การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์ 4. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติ 5. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม ที่รับข้อเสนอนโยบายนี้
โดยข้อเสนอนโยบายดังกล่าว คือการผลักดันให้ LTC เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างสุขภาพที่รากฐานด้วยนโยบายการจ้างนักบริบาลชุมชน 1 แสนคน ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน ภายในระยะเวลา 5 – 10 ปี โดยให้ค่าตอบแทนคนละ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง พระสงฆ์อาพาต
ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นค่าจ้างนักบริบาลชุมชน 9,000 ล้านบาท และงบกำกับติดตามให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน หรือ ศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตเมือง ในฐานะผู้ดูแลเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพจริงในการทำงาน โดยที่มาของงบประมาณได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุน LTC แห่งชาติ เพื่อแยกงบประมาณเฉพาะ และให้สนับสนุนการร่วมลงทุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชน
นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ หัวหน้าโครงการวิเคราะห์สถานการณ์และองค์ความรู้ระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนของประเทศไทย และที่ปรึกษา สช. เปิดเผยว่า ข้อเสนอนโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาจากการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มอย่างเต็มรูปแบบ และแม้ว่าที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะสนับสนุนให้มีการจ้างนักบริบาลชุมชนเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง
โดยมีการจัดทำหลักสูตรที่รับรองโดยกรมอนามัย เป็นเวลา 70 ชั่วโมง มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน คาดว่ามีการจ้างงานไปแล้วไม่เกิน 1.8 หมื่นคน ทว่าจำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงกับการดูแลผู้สูงที่มีภาวะพึ่งพิงกว่า 3.4 แสนคนทั่วประเทศ
นพ.ปรีดา กล่าวว่า ด้วยข้อเสนอนโยบายดังกล่าวจะทำให้มีการคัดเลือกอาสาสมัครในชุมชนที่ทำงานได้ดีมาเข้ารับการอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติตามหลักสูตรของกรมอนามัยเพื่อเป็นนักบริบาล ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้วจำนวนหลายหมื่นคนในทุกชุมชน ทำให้สามารถเริ่มโครงการได้ทันที โดยจะเริ่มต้นนำร่องโครงการ 1,000 ตำบล ก่อนที่จะค่อยๆ ขยายออกไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศจนครบ 1 แสนคน
“หากนโยบายนี้เกิดขึ้น สช. ก็จะไปร่วมขับเคลื่อนกับท้องถิ่นในเรื่องของ LTC มากขึ้น ทั้งในมิติของการจ้างงานนักบริบาลชุมชน เข้าไปดูเรื่องคุณภาพการฝึกอบรมในมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ฯลฯ โดยผ่านความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สมาคม อบจ.ฯ สมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ สมาคม อบต.
หรือประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอาจจะต้องมาช่วยดูแลเรื่องการควบคุมมาตรฐาน ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นในการปรับปรุงระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เอื้อต่อการทำงาน รวมทั้งการผลักดัน สสส. , สปสช. ให้เกิดการใช้งบประมาณกองทุน และ พอช. ซึ่งมีกำลังคนจากสมาชิกสภาองค์กรชุมชนอยู่ทุกตำบลทั่วประเทศเพื่อให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง”
ด้านนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ และต้องดำเนินการเตรียมการอย่างเร่งด่วน ซึ่งการนำเสนอนโยบายของ สช. ต่อผู้แทน 5 พรรคการเมืองนั้น เกิดจากการตั้งคำถามว่าเราควรจะเตรียมตัวอย่างไรในระบบเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่มีทั้งกลุ่มเปราะบาง กลุ่มติดบ้านติดเตียง ให้เกิดผลลัพธ์ทั้งการแก้ไขปัญหา การช่วยลดภาระ ไปพร้อมๆ กับการสร้างพลังทางเศรษฐกิจได้ด้วย
“เราต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการเชื่อในระบบการรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้น ไปเป็นการดูแลที่ชุมชน โดยเข้าไปสร้างกลไกชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งจะเป็นการขยายจากมิติการดูแลด้านสุขภาพไปยังด้านสังคมด้วย อันนี้คือการลดภาระ อีกส่วนหนึ่งก็คือการสร้างพลังผ่านระบบการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นในชุมชน
โดยพัฒนา Caregiver รุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ก็จะเกิดจ้างงานในทุกตำบล คำตอบสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงอยู่ที่ท้องถิ่นซึ่งรัฐจะต้องกระจายอำนาจให้เขา เพื่อให้เกิดการลดภาระไปพร้อมๆ กับการสร้างพลังทางเศรษฐกิจได้ในระดับชุมชน”
ขณะที่นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อเสนอนโยบายดังกล่าวเกิดจากการศึกษาร่วมกันของ สช. สปสช. และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งหากรัฐบาลในอนาคตผลักดันนโยบายเหล่านี้ออกมาก็จะกลายเป็นการต่อยอดและหนุนเสริมสิ่งที่ สปสช. ได้ร่วมกันดำเนินการไปแล้วกับท้องถิ่นผ่านกองทุนต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับตำบล
ทั้งนี้ ข้อเสนอนโยบายดังกล่าวไม่เพียงแค่ช่วยเหลือด้านสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยติดเตียง พระสงฆ์อาพาธเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ทำให้มีเม็ดเงินกระจายไปในชุมชนทั่วทุกแห่งในประเทศไทย มากไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ยังถือเป็นการสนับสนุนทางสังคมและครอบครัวให้รู้สึกเบาใจในการดูแล ผู้สูงอายุโดยจะไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังอีก