thansettakij
thansettakij
เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ สส.ภูมิใจไทย ผงาดนั่ง ปธ.สภาฯ คนล่าสุด 

เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ สส.ภูมิใจไทย ผงาดนั่ง ปธ.สภาฯ คนล่าสุด 

15 มี.ค. 2569 | 05:50 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มี.ค. 2569 | 05:57 น.

ประวัติ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ผงาดนั่งเก้าอี้ ประธานสภาฯ ชุดที่ 27 ประกาศล้างวาทกรรม-สังคายนากฎหมายล้าสมัย

KEY

POINTS

  • นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนล่าสุด หลังจากชนะการลงคะแนนลับในที่ประชุมสภาฯ
  • มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน เคยเป็น สส. มาแล้วหลายสมัย และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และประธานคณะกรรมาธิการหลายชุด
  • ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นายโสภณเคยรับราชการครู และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

ภายหลังมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (15 มีนาคม 2569) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยวิสามัญประจำปีครั้งที่ 1 โดยวาระสำคัญ คือ การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และคนที่ 2 โดยนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อายุ 90 ปี ซึ่งเป็น สส.อาวุโสสูงสุดของสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว 

ระหว่างวาระสำคัญดังกล่าวนั้น มีผู้เสนอชื่อเพื่อโหวตลงมติเลือกเป็นประธานสภาฯ จำนวน 2 รายชื่อ คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.พรรคภูมิใจไทย และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน หลังจากที่ประชุมให้สมาชิก 497 คนที่มาประชุมจาก สส. ทั้งหมด 498 คน ลงคะแนนลับ 

ผลการลงคะแนนเลือกประธานสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ปรากฎว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หมายเลข 1 ได้  289 คะแนน ขณะที่นายพริษฐ์  สส.พรรคประชาชน หมายเลข 2 ได้ 123 คะแนน มีจำนวน "งดออกเสียง" 80 คะแนน และเป็น "บัตรเสีย" 5 คะแนน 

จากผลคะแนนดังกล่าวซึ่งเกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม คือ มากกว่า 238 คะแนน ส่งผลให้นายโสภณ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภา นั่งเป็น ประธานสภาฯ คนล่าสุด 

ประวัติ โสภณ ซารัมย์ 

นายโสภณ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เป็นบุตรของกำนันสนั่น ซารัมย์ มีพี่ชาย 1 คน คือ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ อดีต สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายโสภณสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตร 3 คน หนึ่งในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยขณะนั้นมีอายุเพียง 30 ปี ภายหลังจากการสูญเสียดังกล่าว ครอบครัวได้ก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง)เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยนายโสภณดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ

การศึกษา

  • จบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ 

เส้นทางการเมือง

ก่อนเข้าสู่ถนนทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน กระทั่งตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็น สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย เมื่อปี 2544 จากนั้นได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2548 และพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2550 นายโสภณ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย

นายโสภณ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา 

ช่วงปี 2553 นายโสภณเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ–บางใหญ่) มูลค่า 36,055 ล้านบาท โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า มีการปรับลดโครงการเหลือเพียง 1 โครงการแต่ใช้งบเท่าเดิมและเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน 2 ราย ทำให้รัฐสูญเสียเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่า โสภณได้รับเสียงไว้วางใจ 234 เสียง และไม่ไว้วางใจ 196 เสียง ผ่านการพิจารณาของสภา

หลังจากห่างหายไปจากงานการเมืองไประยะหนึ่งโดยเข้าไปทำงานมีบทบาทผลักดันกิจกรรมของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ ในระดับชุมชน ชื่อของนายโสภณ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 และในการเลือกตั้ง 2569 เมื่อพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งได้ไป 193 ที่นั่ง เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองในวันที่ 12 มีนาคม 2569 ทางพรรคภูมิใจไทยได้มีมติส่งชื่อ นายโสภณ เป็นแคนดิเดตตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอชื่อ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 

วิสัยทัศน์ นายโสภณ ซารัมย์ 

ช่วงหนึ่งของการแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภา นายโสภณ ระบุว่า.. หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นนอกจากจะมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ การนำเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาบอกกล่าวเล่าสิบผ่านกลไกของสภา ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ถาม หรือการเสนอญัตติ เพื่อส่งต่อไปยังฝ่ายบริหารให้ดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมแล้ว หน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารก็ต้องดำเนินการอย่างมีคุณภาพอย่างมีดุลยภาพและมีเหตุมีผลโดยยึดถือเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งแต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดในยามที่บ้านเมืองและโลกใบนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือความขัดแย้งของโลก 

สภาผู้แทนราษฎรหรือฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการที่จะพาประเทศฝ่าฟันวิกฤตการณ์เหล่านั้นไปให้ได้ นั่นก็คือ การใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติในการที่จะสังคายนากฎหมายเก่า ๆ ที่ล้าสมัย ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องตรากฎหมายใหม่ ๆ ที่ทันสมัย ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในเรื่องการค้า การต่างประเทศ และสังคมเพื่อให้กฎหมายเหล่านั้นเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้นำไปใช้ในการบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

"ผมอยากจะเห็นสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เป็นผู้กำหนดทิศทางเครื่องมือในการบริหารประเทศ มากกว่าที่จะรอรับเอากฎหมายจากฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นสภาที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อส่วนรวม เลิกใช้สภาเป็นเวทีในการใช้ 'วาทกรรม'เพื่อเอาชนะคะคานกันโดยไม่เกิดประโยชน์ครับ เพื่อสร้างความศรัทธา และความสง่างามให้กับสถาบันนิติบัญญัติ ให้เป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมขอปาวรณาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นายโสภณ ระบุ 

หน้าที่ของประธานรัฐสภา

ประธานสภา เป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติของไทย ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการประชุมในแต่ละครั้งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประธานสภาจะต้องเป็นกลางในทางการเมือง มีหน้าที่หลักตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ดังนี้

1. เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ 

2. กำหนดการประชุมรัฐสภา 

3. ควบคุม และดำเนินกิจการของรัฐสภา

4. รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภาตลอดถึงบริเวณรัฐสภา 

5. เป็นผู้แทนรัฐสภาในกิจการภายนอก

6. แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสภา

7. หน้าที่ และอำนาจอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ