KEY
POINTS
20 มกราคม 2569 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเวทีเสวนา “นโยบายพรรคการเมือง โค้งสุดท้ายกำหนดอนาคตประเทศไทย” เปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายด้านเศรษฐกิจและการต่อต้านคอร์รัปชัน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคโอกาสใหม่ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า การคอร์รัปชัน คือการขโมยโอกาสของประเทศ เราเห็นด้วยในเรื่องของการที่ต้องมีระบบมาใช้ คือระบบ AI for All Activities ระบบจะต้องเป็นระบบโปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจ และลดการใช้อำนาจผูกขาดเข้ามาในการตัดสิน
โดยความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้จากภาคประชาชน ภาคสังคม เป็นสิ่งสำคัญ เราเห็นโครงการหลายโครงการของภาครัฐที่ต้องเน้นในเรื่องของราคาต่ำในการประมูล จริงๆ แล้ว พรรคโอกาสใหม่ อยากเสนอในเรื่องของการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ ความเสี่ยง ความปลอดภัย ที่ต้องมาเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะมาประเมินในการที่จะอนุมัติในโครงการต่างๆ
ดังนั้นพรรคโอกาสใหม่ชัดเจนที่ว่า ระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสสำคัญที่สุด ระบบกฎหมายที่ต้องมีการลงโทษของการที่เกิดการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และบทลงโทษนั้นจะต้องไม่มีการที่ลดหย่อนผ่อนโทษ
นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องคอร์รัปชัน เป็นสิ่งที่เป็น pain point ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงชประชาชน วิธีการแก้ปัญหาด้านคอร์รัปชันมันคือการที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาใช้ หลักการของพรรคเพื่อไทยเราเชื่อว่า 'เทคโนโลยีไม่มีตอ' เพราะฉะนั้นมันจะต้องไม่มีเงินใต้ตอ โดยแก้ไขปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ดังนี้
1. การขอใบอนุญาตต่างๆ เกี่ยวกับภาครัฐ เมื่อประชาชนต้องการขอข้อมูล ต้องอยู่แพลตฟอร์มเดียวกันสามารถตรวจสอบได้
นอกจากเป็นการแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาขอใช้บริการจากภาครัฐ
2. สร้าง Dashboard Real-time เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถตรวจสอบได้ว่า งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ถูกเอาไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง เพื่อช่วยกันตรวจสอบ เพื่อช่วยกันทำให้ระบบมันโปร่งใส ทำให้การคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นได้ยาก
3.ใช้เทคโนโลยี AI มาทำงานเชิงรุก ในเรื่องของการปราบปรามคอร์รัปชัน เรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงการปราบปรามทุนสีเทา
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ทางหอการค้า และ กกร. ได้ทำแบบสอบถามความคิดเห็น 27% ของประชาชน บอกว่าไม่ต้องการรัฐมนตรีสีเทา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ต่างรู้สึกว่า คอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย ของสังคมไทย เราไม่อยากจะอยู่ในสังคมที่เปิดทีวีมาเจอข่าวเครนถล่มบ้าง ถนนยุบบ้าง ตึกถล่มบ้าง โครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทยทุกคน ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
โดยที่ผ่านมาระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในเมืองไทย ไม่มีการตรวจสอบดูประวัติความปลอดภัยของบริษัทที่เข้ามาบิด (bid) ระบบที่ทำให้บริษัทที่ไร้คุณภาพและไร้ประสิทธิภาพ สามารถที่จะเข้าถึงการผลิตและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอแนวทางปฏิรูปจากภายในสู่ภายนอก และเพิ่มแรงกดดันจากข้างนอกสู่ข้างใน จากภายในสู่ภายนอก คือ ภายใน 90 วันแรก เราจะสร้างแพลตฟอร์ม 'ส่องรัฐ' เป็นแพลตฟอร์ม Open Data ที่จะคอยส่องรัฐ เฝ้าระวังพฤติกรรมการบิด การประมูลงาน TOR การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกันกำหนดกติกาที่สังคมคิดว่ามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภาคประชาสังคมจะมีส่วนร่วมในการร่วมกันตรวจสอบงบประมาณ รวมไปถึงตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรเจกต์ต่างๆ ว่าตรงตามสเปกที่ TOR เขียนไว้หรือไม่
รวมถึงการปรับกฎระเบียบให้เพิ่มการแข่งขัน บริษัทที่ไม่ได้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่มีคุณภาพสูง มีเทคโนโลยีสูง จำเป็นที่จะต้องมีโอกาสในการที่จะเข้ามาแข่งขันนะครับ เพื่อที่จะบิดต่างๆ ด้วย เราจะต้องปกป้องคนที่แจ้งเบาะแสทุจริตคอร์รัปชัน
และการสร้างแรงกดดันจากข้างนอกสู่ข้างใน ประเทศไทยเราบอกว่าเราจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เราจะต้องใช้โอกาสนี้อัปเกรดกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน กฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน กฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของการทำงานของภาครัฐ ผ่านการเป็นสมาชิก OECD และการเซ็นสัญญาเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เพราะถ้าประเทศไทยเราไม่มีความโปร่งใส ไม่มีความชัดเจน โลกนี้ก็คงไม่อยากจะค้าขายกับประเทศไทย
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชน ลำดับที่ 7 กล่าวว่าการคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องศีลธรรมแต่มันคือต้นทุนแฝง ที่ทำให้เศรษฐกิจพังและแพงมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ฉะนั้น ต้องเปิดข้อมูลให้เป็นสาธารณะ ทุกอย่างของรัฐเราสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบครับ ลดการใช้ดุลพินิจของคนกลุ่มใดกลุ่มนึง
และต้องมีการปรับกฎระเบียบสำนักนายกฯ เช่น การบังคับเงินนอกระบบ นอกงบประมาณ จากเดิมที่ไม่เคยอยู่ในระบบ ต้องดึงเข้าเพื่อสามารถตรวจสอบได้
รวมไปถึงเรื่องการตรวจสอบจริยธรรมต่างๆ โดยเฉพาะโครงการที่อาจจะมากกว่า 100 ล้านขึ้นไป เสริมกลไกเรียกว่า 'ไทยแฉโกง' ใครมาบอกคนนั้นต้องได้รับรางวัล และต้องได้รับการปกป้องและคอยดูแล เราจะเปลี่ยนจากการใช้ดุลพินิจ เป็น 'ดิจิทัลพินิจ' นำเทคโนโลยีมาช่วยในการพิจารณาให้ ทำให้การวิเคราะห์ทุกอย่าง รวมไปถึงการใช้ Data Bureau
สุดท้ายคือเรื่องตำรวจ เราใช้คำว่า 'ปราบ ปรับ และปฏิรูป' ยุติ 'ตั๋วตำรวจ' แต่ใช้วิธีการประเมิน 360 องศา สร้างกลไกที่เป็นอิสระในการที่จะบังคับและตรวจสอบ รวมถึงทำสวัสดิการให้เป็นธรรม ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องได้รับการดูแลอย่างดี และโอนถ่ายภารกิจ ตำรวจหลายๆ อย่าง จะกระจายอำนาจออกไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิรูปตำรวจ ทั้งตำรวจพื้นที่ ตำรวจส่วนกลาง และตำรวจสอบสวนเราใช้คำว่า 'มีส้มไม่ทนโกง' ปิดช่องโหว่ แก้โกงให้ถึงราก
ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า นักวิชาการพูดว่า หากปราบคอร์รัปชันได้GDP จะสามารถโตขึ้นได้ 1% เพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้าน ถึง 2 ล้านล้าน ซึ่งในจำนวนนั้นมีคอร์รัปชันอยู่ประมาณ 3 แสนถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งจำนวนเงิน 5 แสนล้านบาทสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างมาก
ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่มีความเชื่อว่าระบบเก่าในการป้องกันคอร์รัปชัน มันใช้ไม่ได้ผลแล้ว เรามองว่า Government Electronic จะต้องถูก implement จะต้องถูกทำงานอย่างจริงจัง เพราะว่าการที่ลดบทบาทของการให้คนเข้าไปมีอำนาจในการ judgement มีอำนาจในการอนุมัติ ซึ่งเราจะสามารถลดคอร์รัปชันได้มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่เราจะทำคือจะนำระบบ blockchain เข้ามาเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล ระบบนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้ หรือถ้าจะแก้ไขจะสามารถ ต้องระบุตัวตนว่าใครเป็นคนแก้ไข
และมีความเชื่อว่าระบบ Procurement Data Bureau หรือศูนย์รวบรวมการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศที่เป็นหนึ่งเดียว มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าระบบจะสามารถรู้ได้ว่าโครงการไหนมีค่าใช้จ่าย มี BoQ มี ToR ที่ผิดปกติ โดยใช้ระบบ AI เข้าไปจับผิดสิ่งผิดปกติในในระบบต่างๆ จะสามารถลดขั้นตอนและสามารถทำให้ทุกอย่างเปิดเผยให้กับประชาชนได้ และที่สำคัญประชาชนเข้าถึงข้อมูลและ เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูลได้ จะทำให้การคอร์รัปชันในภาครัฐลดน้อยลง