KEY
POINTS
การเลือกตั้ง2569 กำลังเข้มข้น พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างทยอยงัดไม้เด็ดกันออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน ทั้งกลยุทธ์จากการเลือกส่งบุคคลไปนั่งเป็นรัฐมนตรี และนโยบายทางด้านเศรษฐกิจแต่ละด้าน
โดยแน่นอนว่าหนึ่งในสโลแกนของแต่ละพรรคในภาพรวมก็คือการลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งนโยบายทางด้านพลังงานถือเป็นส่วนหนึ่งที่แต่ละพรรคใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญ
ทั้งนี้ จากประเด็นดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน เพื่อเจาะลึกนโยบายทางด้านพลังงานของพรรคการเมืองดังว่าเป็นอย่างไร และจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
เริ่มกันที่นโยบายจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ระบุว่า โครงการฟรี โซลาร์เซลล์ หลังคาบ้าน ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท ซึ่งประชาชนทุกคนจะได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้หลังคาบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในบ้านเรือนของตัวเอง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือน และส่งกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายให้แก่รัฐบาล ผ่านระบบของการไฟฟ้า
ศ.ดร.พรายพล ให้ความเห็นว่า เป็นนโยบายที่สามารถทำได้ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือเรื่องของงบประมาณที่นำมาใช้จะมาจากส่วนไหน หากเป็นเงินประมาณประจำปีก็ควรจะต้องมีการพิจารณาด้วยว่าควรจะนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร เพื่อการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากเงินมีจากหลายส่วน หากจะนำมาใช้ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลก็คือ พรรคก็ยังไม่ได้มีการกำหนดแน่นอน โดยในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าหากส่งเสริมให้ประชาชนใช้ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่งการใช้โซลาร์เซลล์บนหลังคา เพราะหลายบ้านมีศักยภาพที่จะทำได้ เพียงแต่ยังติดขัดในเรื่องการสนับสนุน
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญมากกว่าไปเงินลงทุนก็คือ ส่วนใหญ่ประชาชนจะไม่ค่อยอยู่บ้านเวลากลางวัน หรือเรียกว่าไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้า ดังนั้น ไฟที่ผลิตก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นหากเปิดโอกาสให้มีการขายเข้าระบบกริด (Grid) ได้ในระดับหนึ่งก็จะช่วยเรื่องผลตอบแทนในการลงทุนให้กับประชาชน
“เท่าที่เห็นจากที่ผ่านมาต้องใช้คำว่ากระปริดกระปรอย หรือประชาชนขายไฟให้รัฐได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดยบางยุคสมัยก็ระบุว่ารับซื้อ แต่บางเวลาก็ระบุว่าไม่รับซื้อ ส่วนราคารับซื้อก็ไม่จูงใจเท่าใดนัก ดังนั้น หากจะมีการส่งเสริมจริง รัฐบาลจะต้องรับซื้อไฟด้วยในราคาแบบที่น่าพอใจ ซึ่งหากทำได้ก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายประเทศก็มีการทำในลักษณะดังกล่าวแบบนี้”
นอกจากนี้ หากจะทำจริงก็ไม่ควรจำกัดแค่เฉพาะที่อยู่อาศัย แต่ควรจะครอบคลุมไปถึงโรงงาน โดยโรงงานขนาดเล็กก็อาจจะมีไฟที่เหลือจากการผลิตในเวลากลางวัน ซึ่งก็ควรจะเปิดโอกาสให้ขายคืนสู่รัฐได้ด้วย เรียกว่าให้ครอบคลุมสิ่งก่อสร้างที่มีหลังคาให้ติดตั้ง หากสนับสนุนในแนวทางดังกล่าวได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีหากสามารถทำได้
“หากติดตั้งโซลาร์แล้วผลิตไฟใช้ได้แต่กลางวัน โดยไม่สามารถขายไฟให้กับรัฐบาลบได้ก็คงจะไม่คุ้มค่า เพราะเวลากลางวันประชาชนส่วนใหญ่ออกไปทำงาน มีส่วนน้อยที่อยู่บ้านใช้ไฟฟ้า เพระฉะนั้นไฟที่ผลิตได้ก็จะใช้ได้ไม่เต็มที่ และมีเหลือพอที่จะขายเข้าสู่ระบบกริดของรัฐบาล”
ต่อกันด้วยนโยบายของพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งชูนโยบายด้านพลังงานโดยมุ่งเน้นการลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 3.70 บาทต่อหน่วย โดย ศ.ดร.พรายพล มองว่า นโยบายดังกล่าวหากมองตามข้อเท็จจริงจะต้องขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากมีการกำหนดราคาออกมาในระดับดังกล่าวก็จะหมายความว่า หากต้นทุนการผลิตสูงเกินกว่าค่าไฟที่กำหนดก็จะต้องใช้แนวทางในการอุดหนุน
ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือ จะอุดหนุนในรูปแบบไหน หรือใช้เงินจากส่วนไหนมาดำเนินการ เพราะที่ผ่านมาก็มักจะผลักภาระไปให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากในระยะยาวจะไม่เกิดความยั่งยืน
“หากมีการกำหนดราคาออกมาชัดเจน จะต้องมีความมั่นใจว่าต้นทุนจะสามารถครอบคลุมได้ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวก็คงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะมีต้นทุนครอบคลุมได้หรือไม่ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าราคาเชื้อเพลิงในอนาคตจะสูง หรือต่ำกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคาดการณ์ไม่ได้ หากอยู่ในดับที่สูงเกินกว่าต้นทุนที่จะใช้ผลิตออกมาแล้วราคาสูงกว่าที่ระบุก็ต้องมีการอุดหนุนเข้ามาช่วย โดยมองว่าไม่มีความยั่งยืน”
ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตามที่กำหนดค่าไฟออกมาเป็นนโยบายก็จะต้องถูกตั้งคำถามถึงแนวทางในการดำเนินโยบายหากอยู่ในช่วงเวลาที่ต้นทุนสูง จะนำเงินจากส่วนใดมาใช้ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหามาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ศ.ดร.พรายพล กล่าวอีกว่า กรณีของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยิ่งหนักมากขึ้นไปอีก เพราะกำหนดราคาค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3.30 บาทต่อหน่วย โดยหากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ สัญญาเป็นนโยบายได้ แต่แน่ใจได้อย่างไรว่าราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าจะไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนเข้าไปช่วย
“หากหาเงินอุดหนุนได้ก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เท่าที่ผ่านมาคือไม่สามารถหาได้ ต้องกลายเป็นภาระของรัฐวิสาหกิจ ส่วนงบประมาณกลางก็ไม่มีพรรคไหนที่กล้าระบุชัดเจนว่าจะนำมาช่วย หากแน่จริงต้องระบุให้ชัดเจนไปเลยว่าจะใช้งบประมาณกลางมาช่วย ซึ่งก็จะมีผลทำให้โครงการอื่นที่ต้องใช้งบประมาณลดลงตามไปด้วย นี่คือปัญหาของการกำหนดราคาค่าไฟ”
สำหรับการกำหนดราคาค่าไฟออกมาเป็นนโยบายก็ถือว่าดูดีในสายตาของประชาชน เช่นเดียวกับการระบุว่าราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลจะต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก หากราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นก็ต้องมีการหาเงินมาอุดหนุน โดยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แม้ว่าเวลานี้ราคาน้ำมันและก๊าซฯจะไม่สูง แต่จะมีผู้ใดที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่าหลังเลือกตั้งเสร็จแล้วราคาจะอยู่ในระดับดังกล่าวนี้หรือไม่
ขณะที่นโยบายของพรรคประชน (ปชน.) ระบุว่า จะเน้นการทลายการผูกขาดด้านพลังงาน แยกโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เป็นธรรม ปลดระวางถ่านหิน 2040 และมุ่งสู่ Net Zero 2050 นั้น ศ.ดร.พรายพล ระบุว่า ประเด็นเรื่อง Net Zero 2050 ถือว่าไม่มีความแปลกใหม่อะไร เพราะเป็นเป้าหมายของประเทศ หรือหากจะทำให้เร็วขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะมีข้อตกลง (Commitment) หลายอย่างที่ไม่สามารถลด หรือยกเลิกได้ ยังมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิลอีกหลายโรง และคาดว่ายังต้องใช้ไปอีกหลายปี
ด้านนโยบายที่จะทลายการผูดขาดนั้น ต้องระบุให้แน่ชัดไปเลยว่าหมายความว่าอย่างไร ใครที่ถูกขาด กฟผ. ใช่หรือไม่ เพราะ กฟผ.ก็มีภารกิจ หรือบทบาทที่ต้องดำเนินการในลักษณะที่ผูกขาดใช่หรือไม่
“คำว่าผูกขาดต้องลงรายนละเอียดให้ชัดเจนว่าใครที่ผูกขาด และผูกขาดในลักษณะใด ระดับโรงไฟฟ้า หรือสายส่งแรงสูง เพราะหากเป็นสายส่งแรงสูงก็ผูกขาด 100% อยู่แล้ว พรรคประชาชน จะเปิดให้มีการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นไปได้ยาก โดยประเทศขนาดไทยนั้น มีเจ้าเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว หรือหากจะลงรายละเอียดก็ต้องระบุไปด้วยว่า การดำเนินการเรื่องสายไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. จะให้แยกกันหรือไม่ เพราะการให้แยกกันก็จะทำให้การผูกขาดลดน้อยลง พรรคประชาชน เสนอแบบนี้ใช่หรือไม่ เพราะหลายพรรคก็มีการเสนอเรื่องทลายการผูกขาดเหมือนกัน”
ศ.ดร. พรายพล กล่าวอีกว่า การนำนเสนอนโยบายถือว่าดีหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มการแข่งขัน แต่เมื่อต้องมาพบกับข้อเท็จจริง เช่น เรื่องสายไฟ้าแรงสูงซึ่งทำลายการผูกขาดไม่ได้ เพราะต้องให้มีเจ้าเดียวดำเนินการ ดังนั้น ต้องลงรายละเอียดให้ชัดว่า จะให้แยกออกมาดำเนินการโดยอีกหน่วยงานหนึ่งใช่หรือไม่ เป็นของภาครัฐหรือไม่