
เทียบกฎหมายใหม่-เก่า 'ปลดล็อกวัยรุ่น 25+' บริหารท้องถิ่นแบบไม่จำกัดวาระ
เทียบชัดๆ กฎหมายท้องถิ่น 3 ฉบับ ทั้งเก่าและร่างเสนอแก้ไขใหม่ เพื่อลดอายุผู้นำเหลือ 25 ปีขึ้นไป แบบไม่จำกัดวาระ หวังดึงศักยภาพคนรุ่นใหม่บริหาร 'อบจ.-อบต.เทศบาล'
KEY
POINTS
- มีการเสนอร่างกฎหมายใหม่เพื่อแก้ไขคุณสมบัติผู้สมัครนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำจาก 35 ปี เหลือ 25 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่
- ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้ยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายก อปท. จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นมีความต่อเนื่อง
- ผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะพบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสองประเด็น โดยกังวลว่าผู้สมัครที่อายุน้อยอาจขาดประสบการณ์ และการไม่จำกัดวาระอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจ
ในมิติของการพัฒนาประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทว่า ภายใต้พลวัตทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน โครงสร้างและหลักเกณฑ์การบริหารจัดการในอดีตกำลังถูกท้าทายให้ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ก้าวทันต่อความต้องการของประชาชนและบริบทโลกที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสำคัญ 3 ฉบับ ที่มี 2 ร่าง รวม 6 ฉบับ ที่เสนอโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กับคณะสส.ภูมิใจไทยรวม 20 ราย กับอีกร่างเสนอโดยนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.พรรคชาติไทยพัฒนา กับคณะสส.รวม 20 ราย
แต่มีเป้าหมายหลายทางคล้ายกันคือ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), และพระราชบัญญัติเทศบาล
ซึ่งร่างกฎหมายเหล่านี้ได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน 2 ประการ ที่จะพลิกโฉมภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ปลดล็อกเกณฑ์อายุ: เปิดประตูสู่ผู้นำท้องถิ่นวัย 25+ ปี
ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับเดิมของทั้ง 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ., นายก อบต., และนายกเทศมนตรี ต้องมีคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือ มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์นับถึงวันเลือกตั้ง
เจตนารมณ์คือการแสวงหาผู้นำที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์เพียงพอในการบริหารจัดการภารกิจสาธารณะ
ทว่า ร่างกฎหมายใหม่ทั้งสามฉบับ ได้เสนอการปรับลดเกณฑ์คุณสมบัติดังกล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญ
โดยกำหนดให้ผู้สมัครมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เหตุผลที่คณะผู้เสนอระบุไว้ในร่างกฎหมายคือ เพื่อเปิดโอกาสให้ "คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ" ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะด้านเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยตอบสนองความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสอดคล้องกับมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้อายุ 25 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้
อย่างไรก็ตาม จากผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ พบว่าเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการลดเกณฑ์อายุ โดยให้เหตุผลว่าผู้สมัครอายุน้อยอาจ ขาดประสบการณ์และวุฒิภาวะ ในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ การควบคุมอารมณ์ และความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในท้องถิ่น มีข้อเสนอแนะให้คงอายุ 35 ปี หรืออย่างน้อย 30 ปี
ยกเลิกจำกัดวาระ: ความต่อเนื่องหรือการผูกขาดอำนาจ?
ประเด็นที่สองที่สร้างแรงกระเพื่อมไม่แพ้กัน คือ การแก้ไขหลักเกณฑ์วาระการดำรงตำแหน่ง ในกฎหมายฉบับเดิม นายก อบจ., นายก อบต., และนายกเทศมนตรี มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ และเมื่อครบ 2 วาระติดต่อกันแล้ว จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 4 ปี
ข้อจำกัดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และส่งเสริมการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านผู้นำ
ทว่า ร่างกฎหมายใหม่กลับเสนอให้ ยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยให้สามารถดำรงตำแหน่งได้โดยไม่จำกัดวาระ
คณะผู้เสนอให้เหตุผลว่า หากผู้บริหารเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และประชาชนยังคงให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามาทำงาน ก็สมควรที่จะให้บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งต่อไปได้เรื่อยๆ เพื่อให้การวางแผนพัฒนาท้องถิ่นสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในท้องถิ่น
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเองก็อยู่ระหว่างการยกร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหลักการไม่จำกัดวาระเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการไม่จำกัดวาระ เนื่องจากอาจนำไปสู่การ สะสมและผูกขาดอำนาจ สร้างอิทธิพลในท้องถิ่นที่ยากต่อการตรวจสอบ ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งอาจนำไปสู่การสืบทอดอำนาจและสร้าง "บ้านใหญ่" ที่เชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติ หลายความเห็นเสนอให้คงการจำกัดวาระไว้ที่ 2 วาระ (8 ปี)
ข้อสังเกตจากคณะกรรมการ: ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร?
คณะกรรมการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบฯ ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่า การกำหนดอายุผู้สมัครหรือการไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนั้น มิได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาท้องถิ่นตามกฎหมายปัจจุบัน
แต่ปัญหาที่แท้จริงของการบริหารท้องถิ่นอาจมาจาก อำนาจหน้าที่ที่ค่อนข้างกว้างขวางและซ้ำซ้อนกัน รวมถึงปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างจากรูปแบบในต่างประเทศที่มักมีการแบ่งภารกิจอย่างชัดเจน






