
“พนิดา” เปิดงบประมาณปี 67 ตำรวจไทย “รันทด แร้นแค้น”
“พนิดา” เปิดงบประมาณปี 67 ตำรวจไทยได้รับงบ “รันทด แร้นแค้น” จัดสรรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจริงไม่ถึง 15% งบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมที่ค้างท่อและขอใหม่เป็นพันล้านบาท
วันที่ 4 ม.ค. 2567 ในการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วันที่สอง นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล เปิดความจริงอันน่าเจ็บปวดของวงการตำรวจไทย ซึ่งได้รับงบประมาณที่จำกัด “รันทด แร้นเค้น” ในขณะเดียวกันมีงบประมาณบางส่วนที่เกินจำเป็น
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับงบประมาณ 117,198 ล้านบาท แต่มีงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศเพียงแค่ 16,749 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.29% ของประมาณที่ได้รับทั้งหมด
ขณะเดียวกันการจัดสรรงบประมาณ ยังแสดงให้เห็นถึงการบริหารงานแบบรัฐราชการรวมศูนย์ สั่งการจากบนลงล่าง (Top-Down) ส่วนกลางไปสู่นครบาล ภูธรทั้ง 9 ภาค ไปยังจังหวัด และกระจายไปสู่สถานีตำรวจพื้นที่อีกต่อ
“การบริหารงานแบบรัฐราชการรวมศูนย์ ไม่สามารถทำให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ เป็นตำรวจของประชาชน ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วย และใช้การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ อย่างที่เราเห็นในข่าวทั่วบ้านทั่วเมือง”
สำหรับงบประมาณ 16,479 ล้านบาทที่กล่าวไปในข้างต้น คือ งบประมาณภายใต้โครงการที่ 3 โครงการบังคับใช้กฎหมาย อำนวยความยุติธรรมและบริการประชาชน ในแผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ จากทั้งหมด 10 แผนงาน คือสิ่งที่สะท้อนปัญหาได้อย่างชัดเจน
เพราได้รับการจัดสรรน้อยกว่าปีที่แล้ว สวนทางกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ มีงบประมาณบางส่วนที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะงบด้านทรัพยากรการทำงานของตำรวจ เช่น ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น หรือค่าน้ำมัน ได้รับการจัดสรรเพียง 4,082 ล้านบาท จากที่ขอรับการจัดสรรไป 6,446 ล้านบาท หารเฉลี่ย 1,484 สถานีตำรวจ เหลือ 230,000 ต่อเดือน โดยรถยนต์ได้สูงสุดเพียง 3,000 บาทต่อเดือน รถจักรยานยนต์ เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก ๆ
“เมื่องบหลวงไม่พอ ตำรวจก็ต้องหารายได้เสริม ด้วยการเช็คชื่อที่ตู่แดง หารับเงินเพิ่มทางอื่น หารับทิปส์จากการให้ความคุ้มครองประชาชนเป็นกรณีพิเศษ จุดละ 500-1,000 บาท“
ส่วนอีกงบประมาณที่จำกัดคือค่าอุปกรณ์สำนักงานที่ขอมา 60.2 ล้านบาท แต่รัฐบาลอนุมัติให้เพียง 35 ล้านบาท ทำให้ตำรวจที่ปฏิบัติงานต้องจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เอง เช่น คอมพิวเตอร์ หมึกเครื่องปริ้นท์ กระดาษ ไปจนถึงโปรแกรมในการทำงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ตำรวจจำนวนไม่น้อยที่ต้องหาเงินนอกระบบด้วยอำนาจที่ตนเองมีอยู่ และมีตำรวจบางส่วนที่ทนกับระบบไม่ได้ หลายรายลาออกจากราชการ , เกษียณจากราชการก่อนกำหนด ไปจนถึฝป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
เมื่อสำรวจแล้วยังมีโครงการที่ สตช. ได้รับงบประมาณที่ดูแล้วเหมือนจะไม่จำเป็นอีกหลายโครงการ ได้แก่
- การตั้งงบ ‘ซ่อม-ซื้อ’ รถควบคุมฝูงชนติดตั้งเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (จีโน่) รวม 134 ล้านบาท
- ตั้งงบประมาณผูกพัน สร้างแฟลตให้ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) ใจกลางเมือง 4,000 ล้านบาท
- โครงการจัดหายุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยปี 2567 ตั้งงบไว้ 1,836 ล้านบาท (มี 706 ล้านบาทที่ถูกพับไปจากปีก่อน)
สำหรับโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมนั้น มีงบประมาณขอไปตั้งแต่หลายปีก่อน ยังไม่สามารถซื้อได้สำเร็จ เช่น
- ปืนซุ่มยิงระยะไกลพร้อมอุปกรณ์ (สไนเปอร์) จำนวน 10 ชุด วงเงิน 15.5 ล้านบาท ตั้งเบิกงบประมาณไปแล้วตั้งแต่ปี 2564
- โครงการจัดหาปืนกล พร้อมอุปกรณ์ 20 ชุด วงเงิน 72.6 ล้านบาท ตั้งงบผูกพันตั้งแต่ปี 2565
- ปืนกลมือ 9 มม. พร้อมอุปกรณ์ สำหรับสถานีตำรวจทั่วประเทศ 4,000 กระบอก ตั้งงบประมาณผูกพัน 511 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2564 ยังเบิกจ่ายไม่หมด
- อากาศยานไร้คนขับตรวจการระยะไกล (UAV) พร้อมอุปกรณ์ ลำละ 39.9 ล้านบาท ขอซื้อทั้งหมด 4 ลำ รวม 159 ล้านบาท ซึ่งถูกพับไปเมื่อปีที่แล้ว แต่กลับมาของบใหม่ในปีนี้
นอกจากนี้ยังมีงบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ในงบประมาณปี 2567 ดังนี้
- โครงการจัดหาระบบตรวจจับและรบกวนสัญญาณอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Anti-Drone) มูลค่า 99,991,500 บาท โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล
- โครงการตรวจสอบตำแหน่งโทรศัพท์ระยะไกล วงเงิน 104.7 ล้านบาท
- โครงการเพิ่มศักยภาพสืบสวนสอบวนและการรวบรวมข้อมูลโทรศัพท์มือถือ วงเงิน 217.7 ล้านบาท




