
‘วิษณุ’ เปิดไทม์ไลน์ ภารกิจผู้ตรวจการแผ่นดินหลังประชามติผ่าน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน" (สผผ.) จัดโครงการเสวนาวิชาการผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรพบสื่อมวลชน ณ โรงแรมเชอราตันสมุยรีสอร์ท เกาะสมุย ซึ่ง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย มาบรรยายในหัวข้อ "ผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ การเปลี่ยนผ่านภารกิจตามรัฐธรรมนูญใหม่"
..คำถามที่อยากรู้ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่วันที่ 7 สิงหาคม ถามตนเองหรือรัฐบาลก็เชื่อว่า "ผ่าน" สมมติว่า "ผ่าน" จากการหารือกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่า หลังปิดหีบในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 7 สิงหาคม เวลาประมาณ 21.00 น. คงทราบผลอย่างไม่เป็นทางการว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่กว่าจะรู้เป็นทางการคงใช้เวลาอีกประมาณ 4 วัน จึงจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน
หากประชามติ "ผ่าน" คงใช้เวลาที่เหลือทั้งเดือนสิงหาคม หรืออาจล้ำไปถึงเดือนกันยายน ดำเนินพิธีกรรมต่างๆ ตามที่ได้ปฏิบัติกันมา นั่นก็คือ การเขียนตัวบทรัฐธรรมนูญลงในสมุดไทย จำนวน 3 เล่ม ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
"วันนี้ได้สั่งอาลักษณ์ให้เริ่มเขียนไปพลางก่อน ถ้าผ่านประชามติก็จะใช้เวลาเขียนไม่นาน เพราะได้เริ่มเขียนไปแล้ว แต่ถ้าปรากฏว่า ร่างรธน.ไม่ผ่านก็ต้องยกเลิก ฟาวล์ไป เสียงบประมาณ 10 ล้านบาท อาจจะยุ่งเล็กน้อยตรงคำถามพ่วง ที่ต้องมีการแก้เล็กน้อยในช่วงท้ายๆ ใน 200 มาตราแรกไม่กระทบ หากวันที่ 7 สิงหาคม ผ่านประชามติ รวมเวลาแก้คำถามพ่วง คาดว่า ประมาณเดือนตุลาคม รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้ได้"
จากนั้น กรธ.จะดำเนินการร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับแรก ซึ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการร่างฯ คาดว่า จะแล้วเสร็จได้ภายในเดือนธันวาคม ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาปรับปรุง แก้ไข ใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2560) เพื่อพิจารณา พร้อมส่งให้ กรธ. และ กกต. ตรวจดูว่า ตรงกับเจตนารมณ์ ใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะประกาศใช้กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับได้ในเดือนเมษายน 2560 กำหนดให้จัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน ซึ่งความเห็นส่วนตัว มองว่า เป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม หากกำหนดให้เลือกตั้งเร็วเกินไป ผู้ที่จะเสียเปรียบ คือ ตัวนักการเมืองเองที่จะไม่มีเวลารณรงค์ลงพื้นที่หาเสียง นักการเมืองที่อยากตั้งพรรคการเมืองก็สามารถดำเนินการได้ในห้วงเวลานี้
แต่ถ้า รธน. "ไม่ผ่าน" ตั้งแต่ต้น สิ่งแรกที่จะทำ คือ การแก้รธน.ชั่วคราว 2557 ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน โดยอาจนำรธน.ฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับแก้ หรือ ร่างกันใหม่ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน จะนานตรงที่ "อาลักษณ์" เขียนลงสมุดไทย บวกกับเวลานำขึ้นทูลเกล้าฯ เหล่านี้ต่างเป็นตัวแปรที่สำคัญ จากนั้นก็จะนำไปสู่การเขียนกฎหมายลูกตามมาอีกตามสเต็ปที่กล่าวว่า คือ ทำกฎหมายลูก นำส่ง สนช.พิจารณา
ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่จะบีบให้เร็วขึ้นได้ คือ อยู่ตรงที่การเขียนของอาลักษณ์ ประการที่ 2 คือ การออกกฎหมายลูกให้ใช้เวลาสั้นลง ประการที่ 3 คือ บีบเวลา สนช.ในการพิจาณากฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ที่กำหนดไว้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งทำได้ และอีกครั้งคือ เวลาการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ภายใน 5 เดือนให้สั้นลงเป็น 3-4 เดือน พร้อมยืนยันว่า กรอบระยะเวลาดังกล่าว เป็นไปตามโรดแมปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดๆขึ้นจะต้องมีการเลือกให้ได้ในปี 2560 นี้แน่นอน
พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึง บทบาทหน้าที่ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายใต้ร่างรธน.ฉบับใหม่ว่า มีหลายประการที่น่าสนใจ
"ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะสวมบทบาทเป็นพระอินทร์ ที่ทำหน้าที่สอดส่องดูแลเหตุภัยและแก้ไข จากเดิมเป็นองค์กรที่ไม่มีใครกลัว ชี้เป็นชี้ตายไม่ได้ แต่ร่างรธน.ฉบับนี้ได้กำหนดบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินใหม่ แง่หนึ่งอาจเล็กกว่าเดิม แต่เพิ่มความกว้าง ซึ่งคาดว่า ในอนาคตจะได้เห็นการตีความว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจนี้หรือไม่ เพราะมีสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนอยู่"
ในร่างรธน.ฉบับใหม่นี้ กำหนดบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้ 3 หลัก คือ 1.หลักทั่วไปในรัฐธรรมนูญซึ่งใช้กับองค์กรอิสระทั้ง 5 คือ กำหนดให้มีหน้าที่ประชุมร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ไว้ใช้กันเอง รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ให้อยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมเดียวกันทั้งหมด ทั้งยังกำหนดให้องค์อิสระทั้ง 5 ต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน
"หากไม่ใช่เรื่องขององค์กรตัวเอง ก็ส่งให้องค์กรที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงต้องเตรียมรับสถานการณ์นี้ไว้ อาจขยับขยาย สร้างเครือข่ายสาขารองรับภารกิจที่จะเพิ่มเข้ามาอีกมากในอนาคต"
ประการที่ 2 ถือเป็นภารกิจโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดิน นั่นก็คือ เสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนสร้างภาระหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน
"อำนาจนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้มอบแก่องค์กรอื่นใด ยกเว้นผู้ตรวจการฯ มีภารกิจแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่า มีการปฏิบัติผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดเรื่องหน้าที่ของรัฐ โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอไปยัง ครม. หากพบว่า หน่วยงานใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง และเสนอศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเสนอเรื่องไปยังศาลปกครอง รวมถึงบทบาทอื่นๆที่จะไปกำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ"
ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ เราจะได้เห็นพระอินทร์องค์นี้ ทำหน้าที่สำคัญๆ นับตั้งแต่เป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ เป็นพนักงานสอบสวนแห่งชาติ ตรวจสอบกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ตรวจราชการประเทศไทย ทั้งยังทำหน้าที่เป็นโจทย์ของประเทศไทยแทนประชาชน รวมถึงเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความประพฤติเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของประเทศไทยด้วย รองนายกรัฐมนตรี ระบุ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
..คำถามที่อยากรู้ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่วันที่ 7 สิงหาคม ถามตนเองหรือรัฐบาลก็เชื่อว่า "ผ่าน" สมมติว่า "ผ่าน" จากการหารือกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่า หลังปิดหีบในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 7 สิงหาคม เวลาประมาณ 21.00 น. คงทราบผลอย่างไม่เป็นทางการว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่กว่าจะรู้เป็นทางการคงใช้เวลาอีกประมาณ 4 วัน จึงจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน
หากประชามติ "ผ่าน" คงใช้เวลาที่เหลือทั้งเดือนสิงหาคม หรืออาจล้ำไปถึงเดือนกันยายน ดำเนินพิธีกรรมต่างๆ ตามที่ได้ปฏิบัติกันมา นั่นก็คือ การเขียนตัวบทรัฐธรรมนูญลงในสมุดไทย จำนวน 3 เล่ม ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
"วันนี้ได้สั่งอาลักษณ์ให้เริ่มเขียนไปพลางก่อน ถ้าผ่านประชามติก็จะใช้เวลาเขียนไม่นาน เพราะได้เริ่มเขียนไปแล้ว แต่ถ้าปรากฏว่า ร่างรธน.ไม่ผ่านก็ต้องยกเลิก ฟาวล์ไป เสียงบประมาณ 10 ล้านบาท อาจจะยุ่งเล็กน้อยตรงคำถามพ่วง ที่ต้องมีการแก้เล็กน้อยในช่วงท้ายๆ ใน 200 มาตราแรกไม่กระทบ หากวันที่ 7 สิงหาคม ผ่านประชามติ รวมเวลาแก้คำถามพ่วง คาดว่า ประมาณเดือนตุลาคม รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้ได้"
จากนั้น กรธ.จะดำเนินการร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับแรก ซึ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการร่างฯ คาดว่า จะแล้วเสร็จได้ภายในเดือนธันวาคม ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาปรับปรุง แก้ไข ใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2560) เพื่อพิจารณา พร้อมส่งให้ กรธ. และ กกต. ตรวจดูว่า ตรงกับเจตนารมณ์ ใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะประกาศใช้กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับได้ในเดือนเมษายน 2560 กำหนดให้จัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน ซึ่งความเห็นส่วนตัว มองว่า เป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม หากกำหนดให้เลือกตั้งเร็วเกินไป ผู้ที่จะเสียเปรียบ คือ ตัวนักการเมืองเองที่จะไม่มีเวลารณรงค์ลงพื้นที่หาเสียง นักการเมืองที่อยากตั้งพรรคการเมืองก็สามารถดำเนินการได้ในห้วงเวลานี้
แต่ถ้า รธน. "ไม่ผ่าน" ตั้งแต่ต้น สิ่งแรกที่จะทำ คือ การแก้รธน.ชั่วคราว 2557 ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน โดยอาจนำรธน.ฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับแก้ หรือ ร่างกันใหม่ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน จะนานตรงที่ "อาลักษณ์" เขียนลงสมุดไทย บวกกับเวลานำขึ้นทูลเกล้าฯ เหล่านี้ต่างเป็นตัวแปรที่สำคัญ จากนั้นก็จะนำไปสู่การเขียนกฎหมายลูกตามมาอีกตามสเต็ปที่กล่าวว่า คือ ทำกฎหมายลูก นำส่ง สนช.พิจารณา
ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่จะบีบให้เร็วขึ้นได้ คือ อยู่ตรงที่การเขียนของอาลักษณ์ ประการที่ 2 คือ การออกกฎหมายลูกให้ใช้เวลาสั้นลง ประการที่ 3 คือ บีบเวลา สนช.ในการพิจาณากฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ที่กำหนดไว้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งทำได้ และอีกครั้งคือ เวลาการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ภายใน 5 เดือนให้สั้นลงเป็น 3-4 เดือน พร้อมยืนยันว่า กรอบระยะเวลาดังกล่าว เป็นไปตามโรดแมปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดๆขึ้นจะต้องมีการเลือกให้ได้ในปี 2560 นี้แน่นอน
พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึง บทบาทหน้าที่ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายใต้ร่างรธน.ฉบับใหม่ว่า มีหลายประการที่น่าสนใจ
"ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะสวมบทบาทเป็นพระอินทร์ ที่ทำหน้าที่สอดส่องดูแลเหตุภัยและแก้ไข จากเดิมเป็นองค์กรที่ไม่มีใครกลัว ชี้เป็นชี้ตายไม่ได้ แต่ร่างรธน.ฉบับนี้ได้กำหนดบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินใหม่ แง่หนึ่งอาจเล็กกว่าเดิม แต่เพิ่มความกว้าง ซึ่งคาดว่า ในอนาคตจะได้เห็นการตีความว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจนี้หรือไม่ เพราะมีสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนอยู่"
ในร่างรธน.ฉบับใหม่นี้ กำหนดบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้ 3 หลัก คือ 1.หลักทั่วไปในรัฐธรรมนูญซึ่งใช้กับองค์กรอิสระทั้ง 5 คือ กำหนดให้มีหน้าที่ประชุมร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ไว้ใช้กันเอง รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ให้อยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมเดียวกันทั้งหมด ทั้งยังกำหนดให้องค์อิสระทั้ง 5 ต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน
"หากไม่ใช่เรื่องขององค์กรตัวเอง ก็ส่งให้องค์กรที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงต้องเตรียมรับสถานการณ์นี้ไว้ อาจขยับขยาย สร้างเครือข่ายสาขารองรับภารกิจที่จะเพิ่มเข้ามาอีกมากในอนาคต"
ประการที่ 2 ถือเป็นภารกิจโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดิน นั่นก็คือ เสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนสร้างภาระหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน
"อำนาจนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้มอบแก่องค์กรอื่นใด ยกเว้นผู้ตรวจการฯ มีภารกิจแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่า มีการปฏิบัติผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดเรื่องหน้าที่ของรัฐ โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอไปยัง ครม. หากพบว่า หน่วยงานใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง และเสนอศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเสนอเรื่องไปยังศาลปกครอง รวมถึงบทบาทอื่นๆที่จะไปกำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ"
ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ เราจะได้เห็นพระอินทร์องค์นี้ ทำหน้าที่สำคัญๆ นับตั้งแต่เป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ เป็นพนักงานสอบสวนแห่งชาติ ตรวจสอบกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ตรวจราชการประเทศไทย ทั้งยังทำหน้าที่เป็นโจทย์ของประเทศไทยแทนประชาชน รวมถึงเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความประพฤติเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของประเทศไทยด้วย รองนายกรัฐมนตรี ระบุ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






