thansettakij
thansettakij
เปิดแอกชันแพลน 1 ปี ‘วิษณุ’ เร่งคลอดกฎหมายสำคัญ

เปิดแอกชันแพลน 1 ปี ‘วิษณุ’ เร่งคลอดกฎหมายสำคัญ

09 พ.ค. 59 | 03:00 น.
ตามแผนงานบริหารราชการแผ่นดิน "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยกล่าวมอบนโยบายเน้นย้ำว่า จำเป็นต้องแก้กฎหมายในหลากหลายเรื่อง เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับนานาประเทศ ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ ยิ่งต้องเร่งรัดผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

[caption id="attachment_50787" align="aligncenter" width="700"] แฟนการเสนอร่างกฏหมายระยะ 1 ปีของรัฐบาล แฟนการเสนอร่างกฏหมายระยะ 1 ปีของรัฐบาล[/caption]

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด (3 พฤษภาคม) ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 3 ได้รายงานแผนการเสนอร่างกฎหมายในระยะ 1 ปี (พฤศจิกายน 2558- ตุลาคม 2559) ตลอดจนแผนการเสนอกฎหมายของแต่ละหน่วยงานให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาการบริการราชการแผ่นดินและการปฏิรูปประเทศของคณะรัฐมนตรี

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้ประกาศใช้กฎหมายไปแล้ว 151 ฉบับ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์แล้วไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายรอง อีกกลุ่ม เป็นกฎหมายที่จำเป็นต้องออกกฎหมายรองมารองรับ อาทิ พระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ประกาศและข้อบังคับต่างๆรวมทั้งสิ้น 56 ฉบับ ซึ่งที่ผ่านมาตราเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว 29 ฉบับ ที่เหลืออีก 27 ฉบับ รอออกเป็นกฎหมายลำดับรอง อันประกอบไปด้วย พระราชกฤษฎีกา 5 ฉบับ กฎกระทรวง 60 ฉบับ ระเบียบ 8 ฉบับ ประกาศ 8 ฉบับ และข้อบังคับอีก 5 ฉบับ

มีกฎหมายสำคัญๆที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการให้ได้โดยเร็วที่น่าสนใจ คือ ร่าง พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมถอนเรื่องออกไปเพื่อหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากมีปัญหาของ คณะกรรมการ ที่มีผู้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นองค์ประกอบ โดยบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจหน้าที่อาจไปทับซ้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัดได้ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ขณะนี้อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรอหารือกับสมาคมยาสูบอยู่

ขณะที่ร่างมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา และร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลวิธีพิจารณาความอาญาที่ค้างคามาจากการประชุม ครม. ครั้งก่อนก็ต้องเร่งผลักดัน จากความเห็นต่างของศาลยุติธรรมที่มองว่า คดีอาญาควรจะยุติที่ศาลอุทธรณ์ ขณะที่อีกหลายฝ่ายมองว่า คดีอาญา เป็นเรื่องการจำคุกและเสรีภาพ ซึ่งต่างไปจากลักษณะของคดีแพ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของเงินทองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 3 จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการออกกฎหมายรองของตัวเองไปเร่งรัดดำเนินการ ออกกฎหมายให้ได้ตามโรดแมปของรัฐบาลที่วางไว้ โดยให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติไว้หลายประการ ครอบคลุมทั้งการเสนอ การตรวจพิจารณา การหารือขอความเห็นทางกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากกระบวนการขั้นตอนเดิมที่หน่วยงานรัฐเป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย เพื่อขอความเห็นชอบจากประชุมครม.อนุมัติในหลักการ ก่อนส่งต่อไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพบปัญหาอยู่บ่อยครั้ง และทำได้ยากมาก

"ดังนั้นเพื่อให้ง่ายขึ้น เสนอให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องควรมาเล่าวัตถุประสงค์กับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ฟัง เพื่อให้กฤษฎีกาช่วยยกร่างให้ จากแนวทางนี้ เชื่อว่า จะทำให้การเสนอร่างกฎหมาย ง่าย รวดเร็ว และตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น" พล.ต.สรรเสริญ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ส่วนร่างกฎหมายใดสามารถดำเนินการได้โดยใช้มาตรการทางการบริหาร ไม่จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายก็อย่าดื้อแพ่ง ดันทุรัง เพราะจะไม่เกิดประโยชน์

ขณะที่กฎหมายบางเรื่องประชาชนเป็นผู้ยื่นเรื่องขออนุญาต กลับไม่ได้รับความสะดวกต้องหอบเอกสารจำนวนมากมาด้วยนั้น มองว่า กฎหมายเหล่านี้ต้องลดทอนลงไป เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ไม่เห็นความจำเป็นต้องให้ถือเอกสารจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนสมรส เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการต่างๆเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันแล้ว นอกจากนี้การกำหนด "คณะกรรมการ" หรือ "อนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง"นั้น เสนอว่า ควรพยายามให้เป็น "คณะอนุกรรมการ" หรือ "คณะกรรมการย่อย" ที่สามารถลงนามแต่งตั้งได้สูงสุดโดย"นายกรัฐมนตรี" ไม่ควรต้องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นอกจากนี้กฎหมายควรคำนึงถึงการกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่ควรกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ดังเช่น กฎหมาย อย. ที่ปัจจุบันหากผู้เดือดร้อนได้รับผลกระทบต้องเดินทางเข้ามาติดต่อที่ส่วนกลางเท่านั้น

"ข้อกฎหมายที่ดี ควรกระจายอำนาจออกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถติดต่อได้ในภูมิภาค และควรจบแบบเบ็ดเสร็จได้ในจุดเดียวกัน"

นอกจากนี้การเขียนกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับอนุสัญญาในต่างประเทศที่ไทยได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย อย่าให้เกิดความขัดแย้งกับสนธิสัญญาของต่างประเทศ อาทิ การเสนอร่างกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีสัญชาติไทย ซึ่งจะขัดกับข้อสัญญาผูกพันของอาเซียน (AEC) ที่เปิดโอกาสให้สัญชาติใดก็ได้ ต้องไม่กีดกัน เพียงแต่กำหนด มีหลักเกณฑ์ หลักการที่ชัดเจน พร้อมย้ำให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม จัดลำดับความเร่งด่วนของกฎหมาย โดยแจ้งกับคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องให้ช่วยหยิบยกนำขึ้นมาพิจารณาให้ก่อน หากกฎหมายฉบับนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน

"ต้องยอมรับว่า กฎหมายบางฉบับ บางเรื่องมีความสำคัญ แต่ผลิตออกมาทีหลังกฎหมายอื่น เพราะฉะนั้น การจัดลำดับความสำคัญจากกระทรวงไปสู่กฤษฎีกาก็เป็นเรื่องที่สำคัญ"

สำหรับกฎหมายบางฉบับซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหลายกระทรวง บางกระทรวงอาจไม่มีปัญหากับกฎหมายฉบับนั้นๆ แต่บางกระทรวงเกิดปัญหา อาทิ นิติกรของกระทรวงมีความเห็นไม่ตรงกันแล้วทำเรื่องไปหารือกับกฤษฎีกา ซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่เมื่อให้คำวินิจฉัยมาแล้ว จะกลายเป็นบรรทัดฐานแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ทบวง และกรมอื่นๆ ทำให้แนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงอื่นผิดเพี้ยนไปได้ บางเรื่องหากจะปรึกษาให้กฤษฎีกาตีความและเกี่ยวกันกับกระทรวงอื่น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหารือกัน แก้ปัญหาภายในด้วยระบบบริหารราชการ ก่อนที่จะทำหนังสือหารือกับกฤษฎีกา

"ท่านรองวิษณุ เชื่อว่า หากทำได้การเสนอกฎหมายของรัฐบาลจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่า จะสามารถผลิตกฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆได้ไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม รวดเร็ว" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำทิ้งท้าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,155 วันที่ 8 - 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics