
"กนก" ชำแหละ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” เสี่ยงหนี้ครัวเรือนพุ่ง
ศ.ดร.กนก ชำแหละ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” รัฐหวังลงทุน 2.8 หมื่นล้าน กระตุ้นใช้จ่าย 2.4 แสนล้าน ชี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์ เสี่ยงหนี้ครัวเรือนพุ่ง
วันที่ 21 มิ.ย. 2564 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการยิ่งใช้ ยิ่งได้ ที่เริ่มวันนี้เป็นวันแรกตั้งแต่เวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา ว่า โครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้”สร้างความสับสนให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อยว่ามันคืออะไร มีเงื่อนไขอะไร จึงขอสรุปสาระและเงื่อนไขสำคัญของโครงการ ดังนี้
1) ประชาชนที่ได้รับสิทธิจะต้องโอนเงินของตัวเอง เข้าแอป“เป๋าตัง”ของตัวเองก่อน จากนั้นจึงใช้เงินจากแอพเป๋าตังซื้อของ แล้วรัฐบาลจะโอนเงินส่วนลดคืนให้ 10% ของเงินที่ใช้ 40,000 บาท คือ 4,000 บาท และถ้ายิ่งใช้ไปอีก 20,000 บาท รวม 60,000 บาท รัฐบาลจะคืนเงินส่วนลดให้ 15% ของเงินที่ใช้ ดังนั้นเงินที่ใช้ 20,000 นี้จะได้เงินคืน 3,000 บาท สรุปคือใช้เงินของตัวเองไป 60,000 บาท รัฐบาลจะคืนเงินส่วนลดให้ 7,000 บาท
2) ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แสดงว่าประชาชนที่ใช้เงินจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะไม่ได้รับเงินส่วนลดนี้จากรัฐบาลตามข้อ 1 3) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นี้ มีอายุระหว่าง 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2564 แสดงว่ารัฐบาลให้เวลา 90 วันที่ประชาชนจะใช้สิทธิของโครงการนี้ จำนวน 4 ล้านคน
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าข้อดีของโครงการนี้คือการกระตุ้นให้ประชาชนใช้เงินส่วนตัวเพื่อการจับจ่ายใช้สอย จำนวน 240,000 ล้านบาท (4 ล้านคนๆละ 60,000 บาท) ถ้าใช้เต็มจำนวนและรัฐบาลคืนเงินส่วนลดให้ประชาชน 28,000 ล้านบาท 4 ล้านคนๆละ 7,000 บาท รวมจะมีเงินจำนวน 268,000 ล้านบาท หมุนเวียนในตลาดหรือระบบเศรษฐกิจ โดยหวังว่าจะเกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจตั้งแต่การผลิตจนถึงการบริโภคของระบบเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใช้งบประมาณ 28,000 ล้าน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินของตนเองออกมาใช้ 240,000 ล้าน
แนวคิดและวิธีการนี้เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกที่ทำรายการส่งเสริมการขายเพื่อผลักดันยอดขายนั่นเอง ข้อที่ต้องระวังคือ การที่ประชาชนนำเงินออกมาใช้ในภาวะที่ยังไม่รู้ว่าวิกฤตโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจจะสิ้นสุดเมื่อไร เท่ากับเป็นการนำเงินที่มีที่ควรจะสำรองไว้สำหรับอนาคตมาใช้ก่อนเท่ากับเป็นการเพิ่ม ความเสี่ยงในอนาคต
กรณีที่เสี่ยงมากคือประชาชนไปกู้เงินที่ต้องเสียดอกเบี้ยมาใช้เพราะความอยากได้ส่วนลดจากรัฐบาล เพราะจบลงคือประชาชนใช้เงินกู้และเงินส่วนลดของรัฐบาลหมดแล้ว เหลือแต่หนี้ที่ต้องชดใช้เท่านั้น การกู้เพื่อการบริโภคเป็นอุปนิสัยที่คนไทยจำนวนมากที่ถูกฝึกมานาน จนทำให้หนี้ครัวเรือนสูงมาก ในปัจจุบัน ถ้าผลของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เป็นเช่นนี้ เท่ากับรัฐบาลกำลังกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ด้วยการเสี่ยงให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของสินค้ากลับกลายเป็นคนที่ได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียวที่เรียกให้ดูดีว่า“กระตุ้นเศรษฐกิจ”ของประเทศ
ส่วนข้อดีของโครงการนี้คือ การกระตุ้นให้ร้านค้าเข้าไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ เท่ากับเป็นการขยายฐานของร้านค้าให้เข้าสู่ระบบภาษีทางตรงมากขึ้น ที่จะช่วยให้ระบบธุรกิจและการจัดเก็บภาษีเติบโตและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลที่จะขยายฐานภาษีซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจ
แต่การกระตุ้นการใช้เงินนี้ต้องไม่นำไปสู่การสร้างหนี้ครัวเรือนของประชาชน สถานการณ์หนี้ครัวเรือน ในปัจจุบันสูงกว่า 14 ล้านล้านแล้วซึ่งถึงจุดที่เรียกว่าเป็นวิกฤตหนี้ครัวเรือนแล้ว การกำหนดนโยบายสาธารณะในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงเป้าหมาย ในหลายมิติ ไม่ใช่เน้นเพียงมิติเดียวเช่นโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นี้ “ความมั่นคงของชีวิตประชาชนต้องมาก่อนเป้าหมายอื่นใด” นี่คือความยากของการเป็นรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤตครับ” ศ.ดร.กนก กล่าว






