
"เกียรติ"แนะทำ3เรื่องด่วน ย้ำเงินก้อนสุดท้าย ใช้แล้วต้องจบ
“เกียรติ” เสนอ3 เรื่อง นำกลุ่มปัญหาเป็นตัวตั้งโครงการ แนะวิธีใช้เงินน้อยได้ผลมาก ย้ำเงินก้อนสุดท้าย ใช้แล้วต้องจบ
วันที่ 9 มิ.ย. 64 นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดและติดเชื้อของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ระบุว่า
ในปีที่ผ่านมาได้มีการกู้เงินไปแล้วในปีที่แล้ว 1 ล้านล้านบาท ในวันนี้มาขอกู้เงินเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมายังใช้ไม่หมด แต่มีความจำเป็นต้องโยกกรอบการใช้เงินระหว่างแผนการฟื้นฟู กับการเยียวยา แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าในช่วงวิกฤติจะต้องมีเงินจึงจะแก้ปัญหาได้ ดังนั้นการขอเงินกู้เพิ่มใน พ.ร.ก.นี้ ตนนั้นไม่ติดใจ พร้อมกับมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เรียนรู้จากบทเรียนของ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท
นายเกียรติ กล่าวว่า จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านนั้น ในเรื่องการแก้ปัญหาการระบาดมีการอนุมัติโครงการไปได้เพียง 57% และมีการเบิกจ่ายจริง 21% ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวชี้ว่าเป็นปัญหา สำหรับเรื่องการเยียวยานั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ทำง่าย ทำเร็ว เมื่อเงินถึงมือก็จบ ส่วนเรื่องการฟื้นฟูนั้นพบว่าก็มีปัญหา หากดูจากตัวเลขของสภาพัฒน์ ณ วันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีการอนุมัติกรอบการฟื้นฟูไปเพียง 46% มีการเบิกจ่ายไปเพียง 26%
“วันนี้หากเราจะแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ มันมี 2 ปัจจัย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการกระจายวัคซีน หากจะต้องใช้วงเงินเพิ่มเติมในการได้มา และการกระจายวัคซีนดีขึ้น ก็ขอให้รีบทำเลย แต่เมื่อตรงนี้ไม่ชัดเจน ก็ทำให้สังคมรู้สึกยังไม่มั่นใจ”
นายเกียรติ ยังขอให้ รมว.คลัง ได้ชี้แจงถึง มาตรา 6 ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้คืนว่าจะมีการอนุมัติเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนอย่างไร เพราะไม่มีการระบุไว้ในเนื้อหาของ พ.ร.ก. และความสามารถในการชำระหนี้คืนนั้นก็คือคุณภาพของโครงการที่อนุมัติ หากอนุมัติโครงการไม่ดีก็จะมีปัญหา และถ้าฟื้นฟูทำได้ดี โครงการก็ดี ก็จะทำให้การเยียวยาลดลงได้
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอ 3 เรื่อง
1. จากบทเรียนใน พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท เห็นได้ชัดว่ากระบวนการให้ได้มาซึ่งโครงการต่างๆ นั้น มาจากการใช้ระบบราชการ กล่าวคือเป็นการเสนอมาตามขั้นของกระทรวง อนุมัติโดยรัฐมนตรี และส่งต่อไปยัง คกก. ของสภาพัฒน์ฯ พิจารณา ซึ่งไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นโครงการจากกลุ่มปัญหา
“ผมเสนอให้ท่านปรับเถอะ วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่ามันไปไม่ถึงดวงดาว ไม่แก้ปัญหา ไม่ตรงจุด ขอให้เอากลุ่มเฉพาะที่เป็นปัญหามาเลย กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มอาหาร กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มขนส่ง เรียกคนเหล่านี้มามีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการในการเสนอโครงการ”
2. ขอให้ปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการ และกรรมการที่พิจารณาโครงการ เพราะแม้จะเริ่มทำโครงการได้เร็ว แต่เมื่อเกิดวิกฤติแล้วออกแบบโครงการไว้แต่หลังจากลงมือทำพบว่าไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่มีหน่วยติดตามประเมินผลโครงการ
“ถ้ามีหน่วยติดตามประเมินผลบอกว่า เริ่มแก้ก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่จะใช้เงินหมดไป ก็จะแก้ได้ ที่ผ่านมาใน พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาทบอกว่า ให้มีการรายงานผลต่อสภาภายใน 60 วันหลังจากปีงบประมาณ ไม่ใช่หลังจากดำเนินโครงการ แต่ถึงวันนี้สายเกินไปหมดแล้ว ดังนั้นโครงการที่ไม่ดี หรืออาจไม่เหมาะ ไม่ตอบโจทย์ก็ได้ทำไปหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ได้”
3. เสนอให้เร่งทำโครงการ ดังต่อไปนี้ซึ่งจะเป็นวิธีที่ใช้เงินน้อย ได้ผลมาก
- เรื่อง Co-Payment ต้องทำให้ชัด เนื่องจากขณะนี้ผู้จ้างงาน หรือผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยในประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการลดภาระผู้ประกบการอยู่ ขณะที่ในต่างประเทศมีความชัดเจน เนื่องจากการที่เงินรายได้ที่ลดลง รัฐบาลจ่ายเพิ่มให้แรงงาน 60% ของเงินได้ที่ลดลง และต้องไม่เป็นภาระกับผู้จ้าง เป็นต้น
- เร่งปรับโครงการเด็กจบใหม่ 2 แสน 6 หมื่นคน ให้มีงานทำ เพราะทำได้จริงเพียง 1 หมื่น 7 พันคนเท่านั้น และเมื่อมีการลดเป้าหมายโครงการลงเหลือ 5 หมื่นคน ก็จะทำให้ไม่ตอบโจทย์ปัญหา เพราะขณะนี้มีเด็กจบใหม่ถึง 4 แสนกว่าคน
- ขอให้ต่อยอดโครงการ “จับคู่กู้เงิน” ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารให้เข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ แก้ปัญหาให้ผู้ประกอบกิจการอาหาร ด้วยการพิจารณาข้อเสนอของอุปนายกสมาคมภัตตาคารไทย จัดตั้งกองทุน Thailand Food Fund, Premium lane, Soft loan ภาคธุรกิจในแบบ Packing Credit ซึ่งจะใช้เงินน้อยได้วงเงินมาก โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่ใช่ไปปล่อยกู้แข่งกับธนาคารพาณิชย์
- ตั้งกองทุน Cash flow Premium lane สำหรับสตรีทฟู้ด คาเฟ่ ร้านอาหาร ภัตตาคาร
- ขอให้คิดทำโครงการสำหรับช่วยเหลือผู้มีอาชีพอิสระ
- เสนอให้ทำโครงการ “จบใหม่ ไปบ้านเกิด” ซึ่งจะเป็นโครงการที่จะช่วยเด็กจบใหม่ที่มีสูงถึง 4 แสนกว่าคน โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการจ้างคนเหล่านี้ให้กลับบ้านเกิดเพื่อไปช่วยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทำจุดเช็คอิน ทำการเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกับตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้คนเหล่านี้เกิดความตระหนักถึงสิ่งดีๆ ที่บ้านเกิด และเพื่อเป็นการช่วยกระจายผลผลิตการเกษตรแบบเรียลไทม์ได้ หากเปิดให้มีการซื้อขายล่วงหน้า โดยให้เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด เป็นเจ้าภาพ และให้เด็กจบใหม่เป็นผู้ช่วยเดินตลาด ทำข้อมูลป้อนให้หน่วยงานรัฐได้อีกทาง
“เงินก้อนนี้ต้องถึงคนป่วยจริงๆ พลาดเป้าไม่ได้ เพราะเป็นเงินก้อนสุดท้าย เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ใช้แล้วต้องจบ”






