thansettakij
thansettakij
ส่องข้อเสนอ  ปชป.-ไทยสร้างไทย สู้‘โควิด’ ระลอก 3

ส่องข้อเสนอ ปชป.-ไทยสร้างไทย สู้‘โควิด’ ระลอก 3

21 เม.ย. 64 | 04:50 น.
อัปเดตล่าสุด :21 เม.ย. 64 | 11:53 น.

ปชป.เสนอ “คลัง” เร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจสู้พิษโควิด-19 ระลอกใหม่ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี สร้างงาน ด้าน “สุดารัตน์” แนะเร่งประกาศแผนยุทธศาสตร์สยบโควิด ให้จบปี 64 บริหารแผนวัคซีนใหม่ หั่น งบซื้อเรือดำนํ้ามาจัดหาวัคซีนแทน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตัวเลข ณ วันที่ 20 เม.ย. 2564 พบมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ 1,443 ราย ติดเชื้อในประเทศ 1,441 ราย ในจำนวนนี้มาจากผู้ป่วยใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบ บริการ 1,328 ราย ผู้ป่วยสะสมล่าอยู่ที่ 43,185 ราย รักษาหายแล้วรวม 28,958 ราย  ยังรักษาอยู่ 16,119 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 108 ราย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ที่รุนแรงกว่ารอบที่ 1 และ 2 ได้มีข้อเสนอแนะของ “ฝ่ายการเมือง” ที่เสนอไปถึงฝ่ายรัฐบาลในแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

 

ปชป.ชง 5 ข้อสู้โควิด

ในส่วนของ “พรรคประชาธิปัตย์” นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่มีอยู่แล้ว  อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท และงบอื่นๆ ซึ่งขณะนี้มีเหลือกว่า 2.6 แสนล้านบาท โดยมีข้อเสนอ ดังนี้ 

1. การสร้างงาน เสริมทักษะสมรรถนะของคน ในรูปแบบ Up Skill และ Re Skill เนื่องจากคนไทยยังต้องอยู่กับโควิด-19 อีกนาน และรูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลสามารถลงมือทำได้เลยผ่านกลไกกระทรวงต่างๆ

2. การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) หรือสตาร์ทอัพ โดยการสนับสนุนเงินเดือน หรือรายได้ส่วนหนึ่งให้กับบริษัทขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถดูแลพนักงานต่อไปได้ ไม่ปลดคนงาน จนทำให้เกิดคนว่างงานเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงมาตรการในการลดรายจ่ายเช่นภาษี

3. นำข้อมูลด้านดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลทางดิจิทัลจากโครงการของรัฐมากขึ้น เช่น “เราชนะ” “คนละครึ่ง” เป็นต้น ภาครัฐควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อาทิ ถือโอกาสนี้นำร้านค้าเอสเอ็มอีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น แล้วร้านค้าที่จ่ายภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรจะ ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในการสนับสนุนโปรโมชันให้ประชาชนนำเงินไปซื้อสินค้าของ SMEs เหล่านั้น และนําไปหักลดหย่อนภาษีได้ในรูปแบบ “ไทยต้องช่วยซื้อไทย” สนับสนุนสินค้าไทยที่ดีและทำถูกกฎหมาย ส่งเสริมการเรียนรู้งานด้านออนไลน์ การทำคูปองสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรได้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำเกษตรกรรม

4. พิจารณาปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง หรือ ยกเลิกบางมาตราที่เป็นอุปสรรคในการเบิกจ่าย แต่ยังคงต้องตรวจสอบความโปร่งใสอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ฝ่ายราชการสามารถเร่งอนุมัติโครงการที่จำเป็นได้โดยเร็วที่สุด

5. คงมาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ค่านํ้า ค่าไฟ ที่รัฐวิสาหกิจต้องยอมอุดหนุนค่าใช้จ่าย เพื่อลดภาระให้กับภาคประชาชน ควบ คู่ไปกับการสร้างรายได้  

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ รัฐยังจำเป็นต้องสนับสนุนการให้องค์ความรู้ด้านการออม แม้ตอนนี้รายได้คนส่วนใหญ่น้อยลง การออมอาจทำ ได้ยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมอง ข้าม ภาครัฐควรช่วยสร้างองค์ความรู้ทางการเงินให้กับประชาชน

 

จี้เยียวยา“คนกลางคืน” 

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลได้ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบในภาคธุรกิจกลางคืน เช่น  สถานบันเทิง คาราโอเกะ ผับ บาร์ต่างๆ ที่โดนคำสั่งปิด เพราะประชาชนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงมาโดยตลอดตั้งแต่การระบาด ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 จนปัจจุบันครั้งที่ 3 

“อยากให้รัฐบาลได้เข้ามาเยียวยาคนกลุ่มนี้ เพราะคนกลุ่มนี้ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากถูกคำสั่งปิด แต่ธุรกิจอื่นยังสามารถประคับประคองปรับเปลี่ยนในเรื่องของเวลาเปิดปิดได้ ไม่ถึงกับล็อกดาวน์แต่ธุรกิจกลางคืนถือว่าถูกคำสั่งปิดไปเลย ซึ่งก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สุจริตที่รัฐจะต้องเข้ามาดูแล เพราะทุกคนก็มีครอบครัว มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ” นายอัครเดช ระบุ 

 

 

"สุดารัตน์"เสนอ 3 แนวทาง

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย เสนอให้รัฐบาลเร่งประกาศแผน “ยุทธการสยบ COVID ให้จบในปี 64” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องสุขภาพ และเศรษฐกิจ เร่งเปิดประเทศอย่างปลอดภัยภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้คนไทยกลับมาทำมาหากินได้อย่างปกติสุข โดยมี 3 ข้อ คือ

1. บริหารแผนวัคซีนใหม่ ให้คนไทยได้วัคซีนเพียงพอและเร็ว ทันสร้างภูมิคุ้มกัน ชนะโควิดเร็วที่สุด

2. เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจและรักษา เพื่อรักษาชีวิตคนไทยให้สูญเสียน้อยที่สุด

3. เร่งออกมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ให้คนไทยตายเพราะอด

คุณหญิงสุดารัตน์ อธิบายว่า ขณะนี้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจว่าโควิดจะจบเมื่อไหร่ วัคซีนจะมาเมื่อไหร่ จะเปิดทำการค้าขายได้เมื่อไหร่ คนไทยกำลังสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคตของตนเองและยังไม่ได้คำตอบจากผู้นำ ในขณะที่ ผู้นำทั่วโลก กำลังเร่งกางแผนสยบโควิดเร่งฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจอย่างอิสราเอล เป็นต้น หันกลับมามองที่ประเทศไทย เราฉีดวัคซีนได้น้อยมาก เพียง 0.1% เท่านั้น ครองแชมป์รองบ๊วยในอาเซียน

 

ส่องข้อเสนอ  ปชป.-ไทยสร้างไทย สู้‘โควิด’ ระลอก 3

 

แนะหั่นงบซื้ออาวุธ 

วัคซีนเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น เพราะไม่เพียงสกัดการระบาดของโควิด แต่วัคซีนคือเครื่องปั๊มหัวใจของเศรษฐกิจไทยอีกด้วย จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้อย่างจริงจัง 1. บริหารจัดการแผนวัคซีนใหม่ทั้งหมด ฉีดให้มากพอ ตั้งเป้าฉีดให้คนไทยอย่างน้อย 50 ล้านคน หรือ 70% ของประชากรเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เดิมรัฐบาลสั่งวัคซีนมาแค่ 63 ล้านโดส ฉีดได้เพียง 31.5 ล้านคน ยังไม่ถึงครึ่งของคนไทยเลย 

ดังนั้น ต้องเร่งสั่งซื้อเพิ่มจากทุกยี่ห้อ อีก 40 ล้านโดส ซึ่งใช้งบไม่เกิน 40,000 ล้านบาท โดยขอเสนอให้ตัดจากงบประจำปี 2564 ที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนทั้งหมด ทั้งงบซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำนํ้า สร้างตึก ฯลฯ  ถ้ายังไม่พอให้ขอความร่วมมือไปยังท้องถิ่น เพื่อขอนำเงินสะสมมาสมทบ 

“ถ้ามองอย่างนักบริหารจะเห็นว่า การซื้อวัคซีนอีก 40 ล้านโดส ใช้งบไม่เกิน 40,000 ล้านบาท คุ้มค่ามหาศาลต่อชีวิต และเศรษฐกิจที่พังเพียงไตรมาสเดียวกว่า 4.5 แสนล้าน (จากม.หอการค้า) ถ้าถึงสิ้นปี ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะสูงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท อย่างแน่นอน นอกจากนั้น การฉีดให้เร็ว ตั้งเป้าเวลาฉีดวัคซีน ให้จบภายในปี 2564 คือ 7 เดือน นับจากมิถุนายนนี้ เป็นต้นไป ตั้งเป้า 1 เดือนต้องฉีดให้ได้ 15 ล้านโดส 1 วันต้องฉีดให้ได้ 5 แสนโดส โดยมอบหมายกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และท้องถิ่น ซึ่งเชื่อมั่นในศักยภาพของทั้ง 3 หน่วยงาน ว่าจะช่วยกระจายการฉีดวัคซีน ได้ทันเวลา 7 เดือนอย่างแน่นอน”

นอกจากนั้น ให้เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจและรักษา เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากว่าปัจจุบัน เช่น รพ.สนาม ที่ส่วนใหญ่สภาพไม่เหมาะสมต่อการพักรักษา รัฐควรเช่าโรงแรมที่มีห้องเหลืออยู่ทุกจังหวัดแทน

รวมทั้งรัฐต้องกระจายงบประมาณและอำนาจให้ทุกโรงพยาบาล แทนการรวมไว้ที่ส่วนกลาง ที่สำคัญต้อง เร่งจ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยให้แพทย์พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้เสียสละ งานล้นมือ ไม่มีเวลาหยุด และยังต้องเสี่ยงต่อการติดโรคสูง “เตียงเพิ่มได้ แต่แพทย์ พยาบาลเพิ่มไม่ได้” จึงควรดูแลและให้กำลังใจ 

 

 

 

ต้องช่วยเอสเอ็มอี

นอกจากนั้น ต้องเร่งออกมาตร การเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ระยะเร่งด่วน คือการเยียวยาคนตกงาน ทั้งพ่อค้า-แม่ขายรายย่อย อาชีพอิสระ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน คนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน, เร่งช่วยผู้ประกอบการ SMEs ไม่ให้เจ๊ง

SMEs มีทั้งหมดกว่า 3 ล้านราย จ้างงานถึง 13 ล้านคน จึงต้องช่วยพยุงไม่ให้ SMEs ปิดตัวหรือเลิกจ้างพนักงาน โดยช่วยจ่ายค่าจ้างบางส่วนเพื่อ รักษาตำแหน่งงานไว้ ไม่ให้คนตกงาน และ SMEs อยู่รอด 

รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย หลัง COVID โดยสนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งแก้กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดธุรกิจดาวรุ่งหลังโควิดให้ได้ อย่างเช่น ศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของโลก, ศูนย์กลางการท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ, ทำให้ไทยกลายเป็นออฟฟิศของคนเก่ง และเศรษฐีทั่วโลก ที่จะมา WORK FROM THAILAND เช่น พวก DIGITAL NOMADS 

“ทั้งหมดที่เสนอด้วยความปรารถนาดี หวังให้รัฐบาลแก้ปัญหาของประชาชนได้สำเร็จ หวังว่าผู้นำจะช่วยรับฟัง และนำไปดำเนินการบ้าง” แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ระบุ 

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,672 หน้า 12 วันที่ 22 - 24 เมษายน 2564