
ศาลนัดฟังคำสั่งจม.“อานนท์”ร้องขอความปลอดภัยในคุก 29 มี.ค.นี้
ศาลนัดฟังคำสั่งจดหมาย “อานนท์ นำภา” หวั่นไม่ปลอดภัยในเรือนจำ 29 มี.ค.นี้ “ราชทัณฑ์”ยันมีเคสตรวจถึงกลางคืนเป็นการปฏิบัติโดยปกติ
วันนี้(22 มี.ค.64) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนคำร้อง คดีดำหมายเลขที่ อ.287/64 ครั้งที่ 2 กรณี นายอานนท์ นำภา แกนนำราษฎร ที่เขียนจดหมายคำร้องเล่าเหตุการณ์เกรงจะได้รับอันตรายถูกทำร้ายในเรือนจำ
โดยวันนี้ ศาลได้เบิกตัว นายอานนท์ , นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ , นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นพยานเบิกความ
ทั้งนี้ นายภาณุพงศ์ เบิกความในฐานะพยาน สรุปได้ว่า วันที่15 มี.ค. ที่เกิดเหตุนั้น เมื่อตนกับพวกนั่งรถตู้ของกรมราชทัณฑ์มาถึงเรือนจำ ได้ผ่านการล้างมือตรวจคัดกรอง และผ่านการค้นตัวเปลี่ยนชุด และนำตัวไปยังแดน 2 ห้องคุมขังหมายเลข 7 ซึ่งไปถึงเป็นเวลาช่วงหัวค่ำแล้วตนและพวก จึงได้ปูที่นอนกระทั่งดูโทรทัศน์ จนถึงเวลา 21.30 น. เมื่อทางราชทัณฑ์มีการปิดทีวีแล้ว อีกประมาณ5 นาทีก็ปรากฏมีเจ้าหน้าที่หลายคนมายังห้องควบคุมเพื่อต้องการแยกพวก3 คนไปยังสถานพยาบาล ได้แก่ตนเอง นายปิยรัฐ หรือ โตโต้ นายจตุภัทร์ หรือไผ่ พวกตนได้ปฎิเสธเนื่องจากเห็นว่าเป็นเวลาดึกแล้วและต้องการพักผ่อน ขอเลื่อนไปตรวจพรุ่งนี้แทนเจ้าหน้าที่ก็กลับไป
จากนั้นเวลาประมาณ 23.00 น มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่พยาบาล มาขอตรวจโดยการใช้สำลีป้ายจมูกเพื่อนำสารคัดหลั่งไปตรวจโควิด แต่พวกตนปฏิเสธ เนื่องจากตนกลัวว่าจะมีป้ายยาอย่างอื่นหรือ วางยาและตนได้ผ่านการตรวจคัดกรองมาแล้วเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จึงกลับออกไป
ต่อมาเวลาประมาณ 00.15 น. ของวันที่ 16 มี.ค. มีเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์จำนวนมาก และเจ้าหน้าที่พยาบาลมาขอตรวจ โควิคโดยครั้งนี้จะตรวจทุกคนทั้งหมดในห้องขังหมายเลข7 ที่มีประมาณ 20 คน ซึ่งทุกคนยินยอมตรวจหมด ยกเว้นพวกตน 7 คนได้แก่ตนเอง นายอานนท์ นำภา ,นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น,นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้, นายปฏิวัติ สาหร่ายแย้ม หรือ หมอลำแบงค์ ,นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
จากนั้นเป็นเวลาประมาณ 02.00 น. มีผู้คุมใส่ชุดกากี และชุดดำมากกว่า 15 นาย รอบนี้ไม่มีหน้าที่พยาบาลมาด้วย แจ้งว่าจะขอย้ายพวกตนทั้ง 7 คนไปยังเรือนพยาบาลจากที่เคยแจ้งว่าจะขอย้ายเพียง 3 คนในครั้งแรก พวกตนจึงเกิดความรู้สึกกังวลและกลัว เนื่องจากเคยฟังข่าวว่ามีการแยกผู้ต้องขังไปทำร้ายในเวลากลางคืน อย่างเช่น สุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง และพ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ซึ่งทั้งสองคนเสียชีวิตภายในเรือนจำ
จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้แยกผู้ต้องขังคนอื่นในห้องที่มีการตรวจสารคัดหลั่งแล้วไปยังห้องควบคุมที่ 10 ทั้งที่ผู้ต้องขังห้องที่10 ยังไม่ผ่านการตรวจโควิดแต่อย่างใด หากจะคัดแยกการตรวจคัดกรองโรคจริงไม่น่าจะกระทำเช่นนั้น ในห้องขังเหลือเพียงพวกตน7คนเท่านั้น ทุกคนรู้สึกกลัวมาก นายปิยรัฐเลยอาสาเฝ้าเวรจนถึงเช้า จากนั้นพอเวลาเช้าแล้ว ก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งไปตรวจโควิดแต่อย่างใด พวกตนทั้ง 7 ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่ห้องเดิม
ด้าน นายจตุภัทร์ หรือ ไผ่ เบิกความแถลงต่อศาลช่วงต้นลักษณะคล้ายคลึงกันกับนายภาณุพงศ์ แต่มีใจความเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี ตอน 02.00 น. ของวันที่ 16 มี.ค. มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประมาณ 20 คน ทั้งใส่ชุดสีกากี และใส่ชุดดำไม่ติดป้ายชื่อ มาพร้อมกล้องวีดีโอ 2 ตัว และกล้องถ่ายภาพนิ่ง 1 ตัว โดยมาขอย้ายทั้ง 7 คนไปเรือนพยาบาล
ขณะนั้นตนเห็นว่าผิดปกติ จึงได้นำสมุดมาจดรายละเอียดตามช่วงเวลา และขอถามชื่อผู้คุมที่ไม่ติดป้าย แต่เขาไม่บอก คราวนี้ไม่มีพยาบาลติดตามมาเหมือนครั้งก่อนๆ ด้วยพวกตนจึงปฏิเสธ และรู้สึกผิดวิสัย เนื่องจากใน 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการพยายามนำพวกตนออกจากห้องคุมขังหลายครั้ง เมื่อถามว่าทำไมถึงย้ายในเวลานี้ก็ไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งตนเกิดความกลัวเนื่องจากมีเพื่อนผู้ต้องขังเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ต้องขังถูกนำออกไปจากห้องในวิกาลเช่นนี้เพื่อไปทำร้าย บางคนได้รับบาดเจ็บกลับเข้ามา บางคนก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
โดยจำเลยทั้ง 2 ยังได้ยืนยันกับศาลว่า ในตอนช่วงเช้าวันต่อมา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ไม่ได้นำตัวจำเลยทั้งหมดไปตรวจโควิด ตามที่ได้เเจ้งกับจำเลยไว้เมื่อคืนตอนเกิดเหตุ จากนั้นศาลได้ประกาศพักเที่ยง และจะไต่สวนในช่วงบ่ายต่อ
ต่อมาใน ช่วงบ่ายศาลได้เบิกตัว นายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะผู้ควบคุมดูเเลเหตุการณ์ตามหนังสือคำสั่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์มาไต่สวน ได้เบิกความสรุปว่า
ได้รับแจ้งด้วยวาจาว่าจะมีผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษธนบุรี มาคุมขังไว้ยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตนในฐานะผู้ควบคุมดูแล จึงได้แจ้งกำชับว่าเรือนจำพิเศษธนบุรีอยู่ใกล้กับตลาดบางแค ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง เพราะเรือนจำพิเศษธนบุรีมีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกับตลาดบางแค และมีการรับตัวผู้ต้องขังใหม่ในพื้นที่ตลาดบางแคเข้ามาทุกวัน ผู้ต้องขังที่ย้ายมาจากเรือนจำดังกล่าว จึงเข้าข่ายที่จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่จะต้องแยกกักขังตรวจโรคในสถานพยาบาลชั้น 2
โดยกลุ่มเสี่ยงจะแบ่งแยกออกเป็นสองประเภทคือ 1.กลุ่มที่มีไข้ 2.กลุ่มที่ อยู่ในพื้นที่เสี่ยงและใกล้เคียง โดยตนได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการส่วนสวัสดิการฯโดยกำชับว่าอย่าลืมจัดพื้นที่ตามนโยบายกักกันโควิด จากนั้นจึงได้รับทราบจากผู้อำนวยการส่วนฯ อีกท่านหนึ่งว่า การเจรจาที่จะให้ผู้ต้องขังที่ย้ายมาใหม่ทั้ง 3ย้ายไปกักตรวจโรคในสถานพยาบาลนั้น ได้รับการปฏิเสธ โดยผู้ต้องขังยืนกรานไม่ย้าย ทางทางผู้อำนวยการส่วนผู้ต้องขังยังได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หากมีการใช้เจ้าหน้าที่ควบคุม อาจจะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่อาจจะถูกร้องเรียน
จึงได้มีการใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อเป็นไปตามแนวทางป้องกันโควิด โดยจัดชุดทีมแพทย์ตรวจสารคัดหลังไปยังที่คุมขังตอนช่วงเวลาใกล้ 22.00 น. ซึ่งเป็นการปฎิบัติงานตามปกติในการตรวจโควิด โดยก่อนหน้านี้เคยมีการดำเนินการตรวจโควิดในเรือนจำลักษณะนี้มาแล้ว อย่างเช่นในครั้งที่มีการตรวจผู้ต้องขังจำนวน 27 ราย ซึ่ง 1ใน 27 รายนั้นมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย 1 ราย ในการตรวจโควิดดังกล่าวมีการตรวจถึงเวลา 01.30 น.
แต่ในการตรวจครั้งนี้มีผู้ยอมรับการตราจโควิด 9 ราย เเละได้รับการปฏิเสธไม่รับการตรวจจากผู้ต้องขัง 7ราย เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ ชุดทีมแพทย์จึงออกจากพื้นที่เวลาประมาณ 24.00 น.เศษ และมีความจำเป็นที่จะต้องย้ายผู้ต้องขัง 9 คน ที่ยอมตรวจออกไปกักตัวยังห้องควบคุมอื่น จึงมีการเรียกกำลังมาเพื่อรักษาความปลอดภัยและความเรียบร้อย โดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ตามบันทึกรายงานที่เเจ้งมายังตนจำนวน 12 คน แต่งชุดเครื่องแบบสีกากีและชุดปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวสีดำในเครื่องแบบซึ่งตามระเบียบไม่ได้กำหนดให้ใส่ชื่อที่อก
โดยเหตุผลที่ไม่ติดชื่อเป็นไปตามทัณฑวิทยา ยกเว้นหัวหน้าชุดที่ต้องติดป้ายชื่อ การย้ายผู้ต้องขังทั้ง 9 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เเต่มีผู้ต้องขัง 7 คนที่ยืนกรานว่าจะอยู่ด้วยกัน เพื่อความสงบเรียบร้อย จึงให้มีการยุติการปฎิบัติหน้าที่และมีการกำชับห้ามไม่ให้ใช้กำลัง จนเสร็จสิ้นภารกิจเวลาประมาณ 02.00น. เศษ จึงมีการถอนกำลังออกไป
นายแพทย์วีระกิตติ์ เบิกความต่อว่า การตรวจโควิดดังกล่าวเป็นโดยเปิดเผยที่หน้าห้องกักโรคมีลูกกรงผู้ต้องขังคนอื่น สามารถเห็นการทำงานได้ มิได้เป็นการพาไปตรวจยังสถานที่อื่น ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้ต้องขังปฏิเสธการตรวจโควิด โดยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน ว่าไม่มีการใช้ความรุนแรง
ซึ่งยืนยันว่าการตรวจโควิดในช่วงเวลากลางคืน เป็นเรื่องที่ทำได้ และทำอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่มาจากพื้นที่ความเสี่ยงสูง เพราะเท่าที่ผ่านมาพบว่าผู้ต้องขังส่วนมากไม่แสดงอาการ 90% การคัดกรองโรคก่อนเข้าเรือนจำ จึงมีความจำเป็นมาก จนปัจจุบันในพื้นที่เรือนจำ ยังไม่มีการแพร่เชื้อระบาดกันเองแม้แต่รายเดียว เพราะเรามีมาตรการคัดกรองโรคดังกล่าว
ภายหลังรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เบิกความเสร็จสิ้น ศาลได้เปิดคลิปวิดีโอ ซึ่งถูกส่งมาเป็นวัตถุพยานต่อหน้า นายอานนท์ และผู้ได้รับอนุญาตเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ซึ่งในคลิปวีดีโอมีการถ่ายทอดภาพ และเสียงในห้องควบคุมในเรือนจำ ซึ่งเห็นกลุ่มจำเลยดังกล่าว
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในช่วงบ่ายวันที่ 29 มีนาคมนี้






