thansettakij
thansettakij
ลุ้นศาลไม่ตีตก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ลุ้นศาลไม่ตีตก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

23 ก.พ. 64 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.พ. 64 | 05:48 น.

จบจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรี “การเมือง” ในสภาฯ ช่วงสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์นี้ ต้องเกาะติดการประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระ 2 

หลังจาก “คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) รัฐสภา” พิจารณาเสร็จแล้ว  

แต่เรื่องการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ยังมีขบวนการ “สกัดกั้น” ไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น หลังจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับ ส.ว.จำนวนหนึ่ง นำโดย นายสมชาย แสวงการ เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)

และเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2564  ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้พิจารณา กรณี ประธานรัฐสภาขอให้ศาสรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐรรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวก้บหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1) ที่ นายไพบูลย์ และ นายสมชาย เป็นผู้เสนอ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐนตรี หรือองค์กรอิสระ ซึ่งการยื่นคำร้องต้องเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) 

 

ลุ้นศาลไม่ตีตก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คือ ต้องเป็นปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว และในกรณีที่ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับหน่วยงานใด ให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่าในคราวประชุมของรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุมรัฐสภาเห็นว่า เป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา และมีมติโดยเสียงข้างมากให้ส่งปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2)

 

กรณีจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจรณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย 

และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้ผู้เกี่ยวข้อง คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด ลิศไพทูรย์ และ นายอุดม รัฐอมฤต ทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่กำหนด โดยให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภาย ในวันพุธที่ 3 มีนาคม 2564 และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564

อย่างไรก็ตาม ได้มีความเห็นเพิ่มเติมจาก “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายให้กว้างขวางมากกว่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในแง่ของการพิจารณาให้เกิดความรอบคอบยิ่งขึ้น

 

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายไพบูลย์ นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยรัฐสภามีมตินำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา และจะมีการพิจารณาในวันที่ 4 มี.ค.นี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า 

1. การที่ศาลจะรับฟังความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม 4-5 ท่าน เช่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการฯ เป็นต้น บุคคลต่างๆ เหล่านี้มีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงมีมติมอบหมายให้คณะทำงานยกร่างหนังสือส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ให้ฟังความเห็นผู้ทรงวุฒิด้านกฎหมายมหาชนให้กว้างขวางกว่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยจะยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 ก.พ.

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ ฝ่ายค้านจะมีแนวทางแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต แต่ที่ฝ่ายค้านคุยกันเราเชื่อว่าศาลไม่น่าจะมีคำวินิจฉัยไปในแนวทางนั้น”

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,656 หน้า 10 วันที่ 25 - 27 กุมภาพันธ์ 2564