
อภิปรายไม่ไว้วางใจ “นิพนธ์” ซัดก้าวไกลใช้เอกสารเท็จ
“นิพนธ์ บุญญามณี” ซัด ส.ส.ก้าวไกล ใช้เอกสารเท็จอภิปรายไม่ไว้วางใจต ยันไม่เอื้อนายทุนฮุบที่ดินจะนะ
วันนี้ (18 ก.พ.) เมื่อเวลา 16.15 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่าง อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เกี่ยวกับโครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
โดยกล่าวว่า ข้อกล่าวหาของนายประเสริฐพงศ์นั้นขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ข้อมูลของนายประเสริฐพงษ์มีเฉพาะฝ่ายตรงข้ามที่คัดค้านและเป็นเพียงการตัดแปะเท่านั้น กรณีการซื้อขายที่ดินนั้นมีการร้องเรียนไปที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ซึ่งเดือน ธ.ค. 2563 ได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อแจ้งยุติการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว เพราะเป็นเรื่องการพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินตามกฎหมายแพ่ง
ดังนั้น การกล่าวหาตนว่าไปใช้อำนาจหน้าที่และเอื้อนายทุนนั้นเป็นการกล่าวหาเป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการพิพาทในเรื่องสิทธิในที่ดินเท่านั้น โดยจะต้องไปพิสูจน์ว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน เป็นกระบวนการที่ต้องไปฟ้องศาลตามกฎหมายแพ่ง ไม่ได้เกี่ยวตนเองทั้งสิ้้น
“ทั้งหมดเป็นการซื้อขายที่ดินตามปกติ ไม่ได้มีการแย่งที่ดินชาวบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ที่มีการกล่าวหาว่าผมเอื้อประโยชน์พวกพ้องตนเองนั้น ยืนยันว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ คนเป็นนายก อบจ.จะไปย้ายเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อให้เอื้อประโยชน์ได้อย่างไร การสำรวจที่ดินก็ไม่ได้ทำเฉพาะพื้นที่ 4 อำเภอเพื่อใช้สำหรับพัฒนาเฉพาะนิคมจะนะเท่านั้น แต่ดำเนินการสำรวจรังวัดทุกอำเภอใน จ.สงขลา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามประกาศของที่ดินจังหวัดเมื่อปี 2561 แต่ผมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีปี 2562 ท่านกำลังจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดผม ผมเป็น ส.ส.8 สมัย 25 ปี ไม่เคยใช้เอกสารทำนองนี้มาอภิปรายในสภา” นายนิพนธ์กล่าว
นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า การออกเอกสารสิทธิที่ดินดังกล่าวก็ไม่ได้ออกทับที่ดินสาธารณะ ดังนั้น ให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการออกโฉนดที่ดินเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุน การซื้อขายที่ดินถ้าเจ้าของที่ดินไม่เต็มใจแล้วจะขายได้อย่างไร
“ท่านเพิ่งเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ถ้าท่านได้เป็น ส.ส.พร้อมผมตั้งแต่ปี 2535 จะรู้ว่า ส.ส.เวลานั้นทุกคนจะเสนอญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากปี 2547 มาถึงวันนี้ประเทศไทยเรามีคนตายเพราะความไม่สงบประมาณ 6 พันคน ใช้งบประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท ปัญหานี้ทุกคนอยากเห็นการแก้ไขในทุกด้าน บัดนี้ปัญหาความไม่สงบดีขึ้นมาก เดินทางได้อย่างสะดวก การศึกษาก็ได้รับการพัฒนาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ผลิตคนได้ประมาณ 3 หมื่นคนต่อปี เหลือแต่การแก้ไขปัญหาความยากจน” รมช.มหาดไทยกล่าว
นายนิพนธ์กล่าวว่า สภาแห่งนี้เคยออกกฎหมาย ศอ.บต. วางโครงสร้างการแก้ไขปัญหาใหม่ทั้งหมดและให้เลขาธิการ ศอ.บต.ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เวลานี้ ศอ.บต.ใช้อำนาจตามกฎหมายมาตรา 10 ว่าด้วยกรณีเพื่อประโยชน์การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ อาจกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษเพื่อวางกรอบแนวทางการแก้ไขปัญหา
“สาเหตุที่คณะรัฐมนตรีกำหนดพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับการดำรงชีวิตของประชาชน โดยมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2562 เห็นชอบขยายโครงการเมืองต้นแบบไปที่อำเภอจะนะ ที่จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเวลาที่ ครม.อนุมัตินั้นผมยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วแบบนี้ผมจะไปใช้อำนาจหน้าที่ได้อย่างไร ครม.ส่งเสริมให้เอกชนมาลงทุน เอกชนต้องรับความเสี่ยง ยอมรับว่าโครงการนี้คนไม่เห็นด้วยเยอะ และคนที่ไม่เห็นด้วยเหล่านั้นผมก็รู้จัก และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้คัดค้านโครงการนี้เป็นโครงการแรก เช่น โครงการก่อสร้างโรงแยกแก๊สที่ไทยจะพัฒนาร่วมกับมาเลเซีย เป็นต้น”
นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า มาถึงตอนนี้คนคัดค้านโครงการที่อำเภอจะนะก็เริ่มน้อยลง แต่ตนเองก็เคารพความเห็นที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอำเภอจะนะมีความจำเป็น เพราะจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเจริญเติบโตต่ำมากแค่ 1.5% ส่งผลให้แรงงานไทยต้องออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย
“เอกชนไปลงทุนที่ดินก็เพื่อนำไปพัฒนา เขาจะไปซื้อที่ดินกับใครก็เป็นการตกลงกันเอง บางคนค้าขายกับบริษัททีพีไอมานานก็ย่อมต้องรู้จักกัน ซึ่งผมไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ ใครจะรู้จักใครก็ไปว่ากันเอาเอง ค่านายหน้าก็ว่ากันเองของเอกชน เอกชนไปรับความเสี่ยงเอาเอง ผมไม่ยุ่งเรื่องการซื้อขายที่ดิน เพียงแต่ผมเห็นด้วยกับโครงการพัฒนาอำเภอจะนะเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาคใต้ เอกชนถือครองที่ดินในอำเภอจะนะแค่ 14% เท่านั้น ไม่ได้อยู่ในมือนายทุนแต่อย่างใด จึงขอยืนยันว่าผมไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น” นายนิพนธ์กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ขณะเดียวกัน นายนิพนธ์ยังได้ชี้แจงข้อกล่าวหาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น โดยระบุว่า สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหาตนเองเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องการอุดหนุนงบประมาณให้สมาคมกีฬา เป็นประเด็นที่มีการโต้เถียงจนกระทั่ง ป.ป.ช.มีหนังสือมายังจังหวัดสงขลาเมื่อเดือน ม.ค. 2564 โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นการกระทำทุจริตแต่อย่างใด
เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แล้วว่าไม่มีการทุจริต เงินนี้อุดหนุนเพื่อพัฒนากีฬาของสงขลาเพื่อนำไปสู่การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ทั้งสนามแข่งขันและการเตรียมตัวนักกีฬา และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ให้ความเห็นว่าท้องถิ่นสามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้
เช่นเดียวกับกรณีไม่จ่ายเงินรถซ่อมบำรุง ยืนยันว่ามีเจตนาเดียว คือ การรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศ โดยเมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปรากฏว่าก่อนนั้นผู้บริหารชุดก่อนได้มีการซื้อรถซ่อมบำรุงพิเศษ โดยต่อมาผู้บริหารขณะนั้นได้ขยายเวลาให้กับผู้มาซื้อเอกสารเพื่อเสนอราคา ทั้งๆ ที่ต้องยกเลิกการให้ซื้อเอกสารดังกล่าว จากนั้นเมื่อขยายเวลาแล้วมีผู้มาซื้อซองหนึ่งราย คือ บริษัท เอส พีเค ออโต้เทค จำกัด โดยมีข้อสังเกตว่ามีการปลอมลายมือชื่อผู้ดำเนินการเพื่อเข้าไปยื่นเอกสารประกวดราคา จนเป็นที่มาของการแจ้งความเพื่อกล่าวหาเรื่องการใช้เอกสารเท็จ
การจัดซื้อรถนั้นตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เมื่อได้เข้ามาดำรงตำแหน่งก็มีบุคคลเข้ามาร้องเรียนขอให้ระมัดระวังเรื่องการตรวจรับรถซ่อมดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดียวกับการจัดซื้อรถดับเพลิง ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบระบบรถและพบว่าไม่มีปัญหาก็ต้องนำรถไปขึ้นทะเบียนก่อน ถึงจะดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ขาย ทว่า มีหนังสือจากจังหวัดสงขลาโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่ามีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจ้าง จึงต้องสอบสวนและนำมาสู่การชะลอการจ่ายเงิน เพราะหากมีการจ่ายเงินไปโดยที่มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินไปก็อาจมีความผิดตามกฎหมาย คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ทำให้ยังไม่มีการจ่ายเงิน
“ผมคิดว่าถ้าให้เวลาผมมากกว่านี้ก็อภิปรายได้ แต่พูดเดี๋ยวไปก็จะมีคนประท้วง ผมมีหลักฐานว่ามีขบวนการทำเชื่อมโยงกัน และเสนอไปยังอัยการเพื่อขอความเป็นธรรมแล้ว ผมทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของแผ่นดิน ท่านอย่ามากล่าวหาผมลอยๆ อย่างนั้น ขอบคุณที่ทำให้ผมมีโอกาสชี้แจงในวันนี้” นายนิพนธ์กล่าว






