svasdssvasds

จากคดี‘บอส’ถึงน้อง‘ธนาธร’ สองมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม?

12 ธ.ค. 2563 เวลา 1:30 น. 1.4k

 

 

ปม นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตกเป็นข่าวให้สินบนแก่บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) จำนวน 20 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อจูงใจให้จัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม และร่วมฤดี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินฯ  ให้ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว โดยไม่ต้องผ่านการประมูลตามขั้นตอนปกติ 

และปรากฏคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อ 27 พ.ย. 2562 สั่งจำคุก 3 ปี เจ้าพนักงานสำนักทรัพย์สินฯ และ นายหน้า นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมไม่มีการดำเนินคดีกับ นายสกุลธร ทำให้คณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ นำโดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกฯ ต้องออกชี้แจงกรณี “อัยการ” สั่งไม่ฟ้องและไม่ดำเนินคดีกับนายสกุลธร ประธานบริษัท เรียลแอสเสท ดิวิลอปเม้นท์ฯ  

นายอิทธิพร ระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีระหว่างสำนักงานทรัพย์สินฯ มอบอำนาจให้ นายอิศรา จารุวนิชกุล ผู้กล่าวหา ดำเนินคดีกับ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม และร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต หรือผิดกฎหมาย ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อ มี.ค.-พ.ย. 2560 โดยคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำคุกผู้ต้องหาทั้งสองไปแล้ว 

จากการตรวจสำนวน เมื่อต้นปี 2560 พบว่า นายประสิทธิ์ และนายสุรกิจ ได้ร่วมกันปลอมหนังสือราชการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 2 ฉบับ แล้วนำไปแสดงต่อนายสกุลธรว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ มีที่ดินจะให้เช่าเพื่อทำธุรกิจ 2 แปลง ย่านซอยร่วมฤดี และในเขตสำนักงานใหญ่องค์การโทรศัพท์ ชิดลม นายสกุลธร ให้ความสนใจจึงตกลงว่าจ้าง นายสุรกิจ เป็นผู้แทนดำเนินการ วงเงินสัญญาจ้าง 500 ล้านบาท เพื่อให้นายสุรกิจ ติดต่อนายอิศรา โดยอ้างว่า จะนำไปจ่ายค่าจ้างดำเนินการเพื่อ “ล็อกผู้ใหญ่” โดยมีการจ่ายเงินงวดแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 5 ล้านบาท โดยให้นายประสิทธิ์ นำไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทำเอกสารปลอม ส่งให้นายสุรกิจ นำไปให้นายสกุลธร เพื่อเป็น การยืนยันว่า ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เช่าที่ดินแล้ว

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2560 นายสกุลธรได้จ่ายเงินให้อีก 5 ล้านบาท มีการนัดทำสัญญา โดยระบุว่า นายสกุลธร ได้สิทธิเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง และขอให้นายสุรกิจ เร่งดำเนินการ พร้อมกับออกเอกสารเชิญบริษัทฯ ให้เข้าร่วมประชุม ทำให้นายสกุลธรจ่ายเงินให้นายสุรกิจอีก 10 ล้านบาท รวมจ่าย 3 ครั้ง เป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงวันนัดหมายได้มีการยกเลิกการประชุม นายสกุลธร จึงได้ทวงถามขอเงินคืนนายสุรกิจ ได้คืนเงินให้นายสกุลธร 7 ล้านบาท

ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่อง จึงให้ นายอิศรา เข้าร้องทุกข์กับตำรวจกองปราบปราม และได้นำไปสู่การดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาลออกมา ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 ปี

ทั้งนี้อัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายปราบปรามการทุจริต 4 ได้เสนออัยการฝ่ายคดีศาลสูงไม่ยื่นอุทธรณ์ และได้ส่งสำนวนความเห็นคำสั่งไม่อุทธรณ์ไปที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เพื่อพิจารณา ซึ่งทาง ผบ.ตร.เห็นชอบกับคำสั่งไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษา

ด้าน นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองโฆษกฯ กล่าวว่า ในคดีมีผู้ต้องหา 2 คนที่เกี่ยวข้องกับนายสกุลธร โดยอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานเรียกรับสินบน ส่วนนายสกุลธร อยู่ในฐานะพยาน แต่เมื่อปรากฏข้อมูลในศาลว่า นายสกุลธรอาจไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็ ได้ตั้งสำนวนขึ้นอีก 1 คดี และกำลังดำเนินการสอบสวนพฤติการณ์ของ นายสกุลธรว่ามีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานหรือไม่ 

 

 

 

 

“ตรงจุดนี้อัยการไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและส่งให้อัยการพิจารณาแล้ว อัยการก็สามารถสั่งสอบพยานเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ตามที่ปรากฏข่าวว่าอัยการไม่ดำเนิน คดีหรือไม่สั่งฟ้องนายสกุลธรนั้น จึงไม่เป็นความจริง” 

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกฯ ชี้แจงว่า นายสกุลธร ยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวน หากจะถามว่าทำไมไม่แนะนำให้สอบเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ เราไม่สามารถก้าวก่ายได้ และประการสำคัญคำพิพากษาของศาลมีจำเลยเพียงแค่ 2 คน ซึ่งจำเลยรับสารภาพโดยดี จึงไม่มีการสืบพยาน ดังนั้น สำนวนคดีใหม่ของนายสกุลธร จึงไม่อยู่ในคำพิพากษา

 

จากคดี‘บอส’ถึงน้อง‘ธนาธร’  สองมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม?

 

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ นายสกุลธร ในฐานผู้ให้สินบน นั้น พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.กองปราบปราม เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้สืบสวนคดีมาโดยตลอด เพื่อให้คดีมีรายละเอียดรอบคอบมากที่สุด

“ตอนนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ขอทำงานอีกระยะหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด จึงระบุได้ว่ามีการกระทำผิดอย่างไร ใครร่วมกระทำผิดบ้าง โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบว่ามีความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเช่นกัน” พล.ต.ต.สุวัฒน์ ระบุ 

เมื่อมีกรณีของ นายสกุลธร เกิดขึ้น แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกมาจาก นายธนาธร ผู้เป็นพี่ชายเลย 

มีแต่ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า คดีเกิดมาหลายปี อยู่ดีๆ ก็มีการออกมาตีข่าวกันอย่างเป็นขบวนการในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 20 ธ.ค. พร้อมระบุ การ หยิบเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งค่อนข้างชัดเจนว่า “หวังผลทางการเมือง” กล่าวคือให้ นายธนาธรเสียคะแนนในการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกรณีของ นายสกุลธร เกิดขึ้น ทำให้นึกถึงตอนที่ นายธนาธร พูดดึงการดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ในปี 2555

 

 

 

 

โดยเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 63 นายธนาธร ได้ไลฟ์สดจากจ. พิษณุโลก ในรายการ “ก้าวหน้า Talk : คุณถาม เราตอบ” ซึ่งช่วงหนึ่งระบุถึงคดีนายวรยุทธ ที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และ ตำรวจ ไม่ทำความเห็นแย้งว่า ประเทศไทยเป็นที่น่าอยู่มากสำหรับ VIP หรือคนรวย และคนมีอำนาจ แต่สำหรับคนธรรมดา คนที่หาเช้ากินคํ่า ประเทศนี้ไม่มีความเป็นธรรมสำหรับพวกเขา นี่คือสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน

นายธนาธร กล่าวว่า ความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม คือการเป็นหลักประกันของความเสมอภาค และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม แต่ถ้าระบบยุติธรรมของสังคมไหนล่มสลายไปแล้ว สังคมนั้นจะไม่มีที่พึ่งและประชาชนจะไม่มีทางออก ในวันที่ศรัทธาในองค์กรทางการเมืองทั้งหมดเสื่อมลง อย่างน้อยที่สุดหากกระบวนการยุติธรรมยังศักสิทธิ์อยู่คนจะยังมีความหวัง แต่ถ้าสังคมสูญสิ้นซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมความขัดแย้งจะหาทางออกโดยสันติไม่ได้

“นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว เมื่อเราเอาความยุติธรรมมาถือฝักฝ่ายทางการเมือง มาทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง อภิสิทธิ์ชนในสังคมไทยไม่ต้องรับผิดรับชอบกับการกระทำของพวกเขา แล้วปล่อยให้คนเล็กคนน้อยติดคุกติดตาราง อันนี้น่ากลัวมาก ก็หวังว่ากรณีนี้จะเป็นกรณีที่พิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลชุดนี้ ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเอาจริงเอาจังกับการหาคนผิดมาลงโทษจริงหรือไม่” นายธนาธร ระบุ

กรณีของ “น้องธนาธร” ขณะนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย โดยเฉพาะการทำคดีของ “ตำรวจ” จึงน่าสนใจว่า “คุก” จะมีไว้ขังเฉพาะ “คนจน” อย่างที่มีข้อครหาจริงหรือไม่??? 

 

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,635 หน้า 12 วันที่ 13 - 16 ธันวาคม 2563