thansettakij
thansettakij
จี้ยุบ ‘ภูมิใจไทย’ ‘สมชัย’พบเอกสารงบเงินกู้ยืม

จี้ยุบ ‘ภูมิใจไทย’ ‘สมชัย’พบเอกสารงบเงินกู้ยืม

30 ก.ย. 63 | 04:10 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 63 | 11:11 น.

“สมชัย” พบแล้ว เอกสารงบเงินกู้ยืมของ “ภูมิใจไทย” หายจากเว็บ กกต. ชี้กู้มาก กู้น้อย ยืมมาก ยืมน้อย ก็สมควรยุบพรรคนั้น “ศรีสุวรรณ” ยื่นกกต.แล้ว ไม่จำเป็นต้องยื่นซํ้า ด้าน “ภท.” ยันไม่เคยกู้ยืมเงิน 

 

กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้สั่งยุติการตรวจสอบงบการเงินของ 32 พรรคการเมือง  (รวมพรรคอนาคตใหม่) ที่มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง โดยอ้างเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 ลงวันที่ 21 ก.พ. 2563 ว่าสถานะของเงินกู้ยืมไม่ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองตามพ.ร.ป.พรรค การเมือง 2560 มาตรา 62 แต่เป็นรายรับและเป็นเงินทางการเมืองนั้น

 

ยังคงมีการตั้งข้อสังเกตและเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์หนังสือเอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง พร้อมระบุว่า 

 

“พบแล้ว เอกสารที่หายไป 1 หน้าจากงบการเงินในเว็บของ กกต.

 

รายงานงบการเงินของพรรคภูมิใจไทย ปี 2561 อยู่ในหน้าที่ 457-461 ของรายงานงบการเงินพรรค การเมือง ปี 2561 ขาดเอกสารที่ระบุว่า มีเงินยืม 30.1 ล้านบาท โดยควรจะปรากฏเรียงอยู่ในหน้าแรกของเอกสารชุดดังกล่าว ซึ่งผมเข้าใจไปว่าน่าจะมีคนไปดึงออก 

 

เมื่อตรวจสอบเอกสารโดยละเอียดทั้ง 608 หน้า พบว่า เอกสารชิ้นดังกล่าวไปเรียงสลับอยู่ที่หน้า 556 โดยอาจมีเจตนาใดหรือความผิดพลาดทางเทคนิคใดไม่ทราบได้

 

ดังนั้น ในวันนี้ ที่ผมตั้งใจว่าจะไปร้อง กกต. ในเวลา 10.30 น. เรื่องคนดึงเอกสารออกเพื่อช่วยเหลือพรรคการเมืองบางพรรคจึงขอยกเลิก 

 

ส่วนประเด็น กู้มาก กู้น้อย ยืมมาก ยืมน้อยก็สมควรยุบพรรคนั้น มีท่านศรี ไปยื่นแล้ว ผมจึงไม่จำเป็นต้องไปยื่นซํ้า”

 

ก่อนหน้านั้น นายสมชัย ระบุ พบมีเจ้าหน้าที่ กกต. แอบถอด เอกสารดังกล่าวออกจากเว็บไซต์

 

อย่างไรก็ตาม นายสมชัย ได้เคยโพตส์แสดงความเห็นว่า 1. กู้ยืมไม่ถึงสิบล้านไม่ผิด ซึ่งแตกต่างจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า จะมากหรือน้อย ก็ถือว่าผิด

 

2. มี 2 พรรค ที่มีรายการเงินยืม 30 ล้าน และ 13 ล้าน ปรากฏในงบการเงินปี 2561 แต่นายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) ตาใส มองไม่เห็นแล้ว 

 

ทั้งระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า เงินกู้เป็นรายรับทางการเมือง และรายการรายได้ที่ไม่ปรากฏใน ม.62 ของ พรป.พรรคการเมือง ไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าใดล้วนเป็นความผิด  

 

 

 

จี้ทบทวนตัดตอน 31 พรรค

 

ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเคยยื่นให้กกต.ตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคนั้น เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา นายศรีสุวรรณ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อเลขาธิการ กกต. กรณีได้ยุติเรื่องการตรวจสอบว่าพรรคการเมืองจำนวน 31 พรรคการเมือง มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง เป็นการกระทำหรือนิติกรรมที่ขัดหรือยังต่อมาตรา 62 ประกอบมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เช่นเดียวกับที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยอ้างว่าทุกพรรคมีสิทธิกู้ยืนเงิน หรือยืมเงินทดรองจ่ายจากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคฯ ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต่อคน ต่อพรรค ต่อปี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้ในคดียุบพรรคอนาคตใหม่ จึงถือว่าการกู้ยืมเงินของทั้ง 31 พรรค ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น

 

จี้ยุบ ‘ภูมิใจไทย’ ‘สมชัย’พบเอกสารงบเงินกู้ยืม

 

 

การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 5/2563 ลงวันที่ 21 ก.พ.63 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า การดำเนินกิจกรรมของพรรค การเมือง ต้องอาศัยรายได้ของพรรค การเมืองซึ่งกฎหมายกำหนดแหล่งที่มาไว้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2560 ม.62 

 

ดังนั้น เงินส่วนใดที่พรรคการ เมืองนำมาใช้จ่าย ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมิได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ม.62 ถึงแม้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสำหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ รับรองว่าให้กระทำได้ 

 

ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรค การเมืองซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับ และเป็นเงินทางการเมือง การดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จึงกระทำได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

 

คำวินิจฉัยดังกล่าวชี้ชัดว่า การกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง เป็นการกระทำหรือนิติกรรมที่ไม่ปรากฏใน ม. 62 ประกอบมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้ชัดถึงขนาดนี้แล้ว แต่เหตุใดนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงรีบตัดตอน ไม่นำความรายงานให้ กกต. เพื่อมีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัย เหตุใดจึง กล้าที่จะวินิจฉัยเอาเสียเอง เช่นนี้จะถือว่าชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร

 

ที่สำคัญตามข้อมูลการรายงานค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองที่ กกต.รายงานพบว่ามี 3 พรรคการเมืองที่มีการยืมเงินทดรองจ่ายจากกรรมการ คือ พรรคภูมิใจไทย กว่า 30 ล้าน พรรคเพื่อไทยกว่า 13 ล้าน และพรรคประชากรไทยกว่า 12 ล้าน เหตุใดจึงไม่เข้าข่ายตามคำวินิจฉัยของศาลรธน.

 

“อย่าทำตนเป็นศาลเสียเอง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการเลือกปฏิบัติได้” นายศรีสุวรรณ ระบุ 

 

 

 

“ภท.”ยันไม่เคยกู้เงิน

 

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่นายสมชัย เปิดเผยรายชื่อพรรคการเมืองที่ปรากฏรายการเงินกู้ 30 ล้านบาท ว่า ข้อสังเกตของนายสมชัยเป็นคนละกรณีกัน เนื่องจากเป็นเงินทดรองจ่ายของพรรคที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2557 และหลังจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีข้อห้ามพรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ห้ามจัดประชุม รวมถึงห้ามอุดหนุนเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งกองทุนดังกล่าวได้เรียกเงินที่ได้จัดสรร และเงินเหลือจ่ายจากพรรคคืนกองทุนด้วย

 

นายภราดร กล่าวว่า เงินทดรองจากกรรมการของพรรคภูมิใจไทยเป็นเงินทดรองที่จำเป็นต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคที่จำเป็นและมีจำนวนไม่มาก ในแต่ละปีไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อการดำรงอยู่ของพรรค การเมืองภายใต้สภาวการณ์ที่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศคสช. ยืนยันว่าไม่ได้กู้ยืมเงิน จึงไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,614 หน้า 12 วันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2563