
"ดร.กนก" แนะ รัฐหยุดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้ประชาชน
“ดร.กนก” จี้ รัฐบาลต้องหยุดขับเคลื่อนประเทศด้วยคนส่วนบนของยอด "ปิรามิด" แนะ ใช้ทุกภาคส่วนช่วยเดินหน้าประเทศไทย
29 กันยายน 2563 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาล ต่อสถานการณ์โควิด-19 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งอันเกิดจากความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลานี้ ว่าเป็นเรื่องที่เร่งด่วน และจำเป็นต้องจัดการไปให้ถึงต้นตอของปัญหาต่างๆ ซึ่งก็คือ ประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
“การกดทับทางโครงสร้างสังคมและระบบเศรษฐกิจทำให้ประชาชนกว่า 60% ของประเทศ ซึ่งอยู่ในส่วนฐานรากของระบบเศรษฐกิจ อาทิ เกษตรกร และ SME ขนาดเล็ก รวมไปถึงแรงงานรับจ้างในธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถมีอิสระในการดำเนินงานได้ด้วยตัวเอง และขาดศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานหรือประกอบการภายใต้กรอบของทุนใหญ่ ผ่านกลไกตลาดที่ถูกควบคุม เช่น ระบบเกษตรพันธสัญญา ระบบกระจายการผลิตแบบผูกมัด (Supply Chain) และระบบการจ้างงาน เป็นต้น ทำให้ กำไรและผลประโยชน์ต่างๆ ของเกษตรกร SME หรือแรงงาน จะเป็นไปด้วยการกำกับของทุนใหญ่แทบทั้งสิ้น
คนที่มีทุนหนาหรือคนรวยก็จะยิ่งรวยขึ้นไปอีก จากอำนาจในการจัดสรรกำไรและผลประโยชน์ต่างๆ ส่วนคนที่ทุนน้อยหรือไม่มีเลย ก็จะยิ่งยากจนลง และขาดโอกาสในการทำมาหากินมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อไม่สามารถมีอิทธิพลนอกเหนือการกำกับจากทุนใหญ่ได้ การจัดสรรรายได้หรือกำไรจึงทำได้ยาก และนี่เองที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนในสังคมถ่างออกจากกันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง”
พร้อมกันนี้ได้แสดงความกังวลว่า ถ้าโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศมีไม่เท่ากัน จนทำให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจมีความแตกต่างกันมาก อย่างที่ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อันเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้ประชาชนในระดับฐานรากทนไม่ไหว จนต้องแสดงออกด้วยการชุมนุมและการใช้ความรุนแรง จนพัฒนากลายมาเป็นความขัดแย้งแตกแยกภายในสังคมของเราอย่างเข้มข้นจนถึงทุกวันนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"ดร.กนก" แนะ กยศ.ทบทวนมาตรการลดภาระหนี้
"ดร.กนก"ชี้ 4 แสนล้านต้องยกระดับประเทศได้
"ดร.กนก"แนะ รื้อระบบงบประมาณ ฟังเสียงประชาชน
"ดร.กนก"แนะรัฐเตรียมนโยบายรัฐแรงงานคืนถิ่น
ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โดยที่รัฐบาลไม่เข้ามาจัดการ เชื่อว่า จะสามารถลงลึกไปถึงระดับครอบครัวอย่างเข้มข้นมากกว่านี้ ด้วยข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจกันคนละชุด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลและเสี่ยงต่อการล่มสลายทางสังคมและการเมืองเป็นอย่างมาก
สิ่งที่รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศควรต้องทำก็คือ การทำลายอุปสรรคใดๆ ก็ตามที่ทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรของประเทศได้อย่างเสมอภาค ปลดปล่อยธุรกิจรายเล็ก แรงงาน และเกษตรกร ออกจากการผูกขาดของทุนใหญ่ รวมไปถึงการมอบเครื่องมือในการประกอบอาชีพ อาวุธในการสร้างศักยภาพทางการแข่งขันให้กับพวกเขา เพื่อที่จะสามารถประคองธุรกิจหรือชีวิตให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย และยืนได้ด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่าง เกษตรกรจำนวน 10 ล้านคน มีโอกาสเพิ่มรายได้สูงขึ้นเดือนละ 10,000 บาท ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปช่วย อาทิ การสร้างผลิตภาพให้กับผลผลิต การขายตรงผ่านเครือข่ายออนไลน์ และการแปรรูปผลผลิตให้กลายเป็นอาหารสำเร็จรูป เพื่อการเก็บรักษาและการขนส่ง เป็นต้น แนวทางนี้จะสร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาทต่อปีให้แก่เกษตรกร หรือเกือบร้อยละ 10 ของ GDP ประเทศ
คำถาม คือ รัฐบาลสามารถทำอะไรเพื่อที่จะไปสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ได้บ้าง การบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรสามารถมีใช้ตลอดปี การปรับปรุงดินให้เหมาะแก่การเพาะปลูก การให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งประเทศ การบริหารจัดการเรื่องการคมนาคมขนส่งให้สะดวก ทั่วถึง และประหยัดค่าใช้จ่าย ฯลฯ เหล่านี้คือเครื่องมือที่รัฐบาลต้องนำมามอบให้กับมือของเกษตรกร SME รายย่อย หรือแรงงาน เพื่อสร้างโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นหลุดออกจากกับดักของทุนใหญ่ และประกอบอาชีพด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน”
ดร.กนก กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องหยุดการขับเคลื่อนประเทศด้วยคนเพียงส่วนบนของยอดปิรามิด แต่ต้องใช้ทุกส่วนของปิรามิดในการเดินหน้าประเทศไทย “การถมช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้จนเต็ม ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยโอกาสในการประกอบอาชีพ โอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และโอกาสในการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ผ่านเครื่องมือมากมายที่รัฐบาลได้จัดสรรเอาไว้ให้ ยอมรับเถอะครับว่า นี่คือทางออกจากปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในประเทศอย่างแท้จริง”






