
เปิดรายงานกมธ. ศึกษาปม ‘โฮปเวลล์’(จบ) เสนอปิดช่องโหว่กฎหมาย
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปิยะบุตร แสงกนกกุล (ก่อนจะพ้นส.ส.) เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ และถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์) พร้อมข้อสังเกตสำคัญ ข้อสังเกตด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และได้มีการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ในรายงานฉบับนี้ ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์) ดังนี้
1.รัฐบาลควรพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ให้มีความละเอียดชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนและวิธีการในการปฏิบัติงานของสำนักงานอนุญาโตตุลาการ ผู้ที่ จะทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ และอายุความการรับพิจารณาข้อพิพาทของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นระหว่างสัญญาทางแพ่งและสัญญาทางปกครองให้ชัดเจน
รวมทั้งให้แก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้บริหารศาลปกครองและที่ประชุมใหญ่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในการออกระเบียบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลปกครอง ต้องไม่เป็น การขัดแย้ง หรือมีลักษณะเสมือนหนึ่งเป็นการแก้ไขหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี พ.ศ. 2542
2.ควรปรับปรุงการปฏิบัติงานของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับการติด ตามการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีของกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีโดยสม่ำเสมอและเคร่งครัด
รวมทั้งควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนว ทางการปฏิบัติของกระทรวงทบวง กรม และหน่วยงานราชการต่างๆ ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีให้สอบถามมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสมอ ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องชัดเจนของความเข้าใจมติคณะรัฐมนตรีและเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของส่วนราชการต่างๆ ที่เป็นแนวทางเดียวกันทั้งหมด
3.ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่า มีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเบื้องต้นที่เป็นพิรุธบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่ามีการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโฮปเวลล์มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ และเอกชน ซึ่งอาจจะมีผลต่อความผูกพันตามสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์และการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
โดยเฉพาะควรตรวจสอบและทบทวนจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการโฮปเวลล์ของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด อ้างอิงและนำมาประกอบคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโต ตุลาการให้มีความถูกต้อง
เนื่องจากพบว่า เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำการตรวจสอบแล้วปรากฎว่ามีจำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องเพียงประมาณ 1,732 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของแผ่นดินและของประชาชน
คณะกรรมาธิการขอเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยควรที่จะให้หน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ และดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ กับผู้กระทำความผิด หากพบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เพียงพอต่อไปโดยด่วน
และควรให้กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมด ตรวจสอบและทบทวนการดำเนินการต่างๆ ของตนเองว่ามีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดบ้าง และให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือผิดพลาดนั้น โดยด่วนที่สุด
‘โฮปเวลล์’มีใบเสร็จ
รับเงินแค่ 1,732 ล้านบาท
คณะกรรมาธิการยังได้ระบุถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายการก่อสร้างในโครงการโฮปเวลล์ที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เรียกร้องคืนจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นจำนวนประมาณ 14,700 ล้านบาท ที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้อำนาจชี้ขาดให้ชำระคืนเป็นจำ นวนเงิน 9,000 ล้านบาท โดยไม่มีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ให้มีการสืบพิสูจน์พยานหลักฐานระหว่างกัน
และต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยชำระเงินจำนวนดังกล่าวและเงินอื่นๆ พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่ บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการรวมเป็นเงินนับถึงวันที่มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 24,000 ล้านบาทนั้น
ปรากฏต่อมาว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ใช้กล่าวอ้างในประเด็นนี้แล้ว พบว่าพยานหลักฐานใบเสร็จรับเงินของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องและที่เกี่ยวข้องกับโครงการโฮปเวลล์ที่สามารถรับรองได้มีเป็นจำนวนเงินเพียงประมาณ 1,732 ล้านบาท เท่านั้น
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,608 หน้า 10 วันที่ 10 - 12 กันยายน 2563






