
สอบ ‘ค่าโง่โฮปเวลล์’ ‘ขรก.-นักการเมือง-เอกชน’เอี่ยว
“คมนาคม” ร้อง “ดีเอสไอ” เอาผิดผู้เกี่ยวข้องให้จัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ เชื่อทำเป็นขบวนการ “ขรก.-นักการเมือง-เอกชน” เอี่ยว ดันเป็นคดีพิเศษ “นิติธร” ขอรัฐยื้อ จ่ายค่าโง่ 2.4 หมื่นล้าน “หมอระวี” เสนอตั้ง “วิชา มหาคุณ” สอบ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 นายนิติธร ลํ้าเหลือ ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากกระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ดำเนินคดีเอาผิดผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และ เจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้กระทำความผิด กรณีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) รวมทั้ง นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโฮปเวลล์ โดยให้ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ
นายนิติธรกล่าวว่า ตนนำพยานหลักฐานเป็นทั้งเอกสารเก่าและเอกสารใหม่มามอบให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อตรวจสอบโครงการโฮปเวลล์ ซึ่งมีผู้ ร่วมกระทำความผิดหลายฝ่าย ทั้ง ข้าราชการ นักการเมือง และเอกชน มีการจดทะเบียนบริษัทไม่ถูกต้องและไม่ทำตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จนทำให้รัฐเกิดความเสียหาย โดยคดีอยู่ในอำนาจขอบเขตของดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษได้
ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ควรจ่ายเงิน เพราะยังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ แม้ศาลต่างๆ จะพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ฝากถึงรัฐบาลหลังแต่งตั้ง นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแล้ว
ควรให้มาดำเนินการตรวจสอบเรื่องโครงการโฮปเวลล์ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมี การจ่ายเงิน ตนจะนำมวลชนออกมาประท้วงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยสัปดาห์หน้าเตรียมจะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
สำหรับ “ค่าโง่โฮปเวลล์” ที่รัฐบาลไทยจะต้องจ่ายให้กับ บริษัท โฮปเวลล์ ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท
สภาถกปมโฮปเวลล์
วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง “การปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์)” ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว
ทั้งนี้ ในรายงานของคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่า มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้นที่เป็นพิรุธบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่ามีการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโฮปเวลล์มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ และเอกชน ซึ่งอาจจะมีผลต่อความผูกพันตามสัญญาสัมปทานโครง การโฮปเวลล์ และการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
โดยเฉพาะควรตรวจสอบและทบทวนจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการโฮปเวลล์ของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) อ้างอิงและนำ มาประกอบคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้มีความถูกต้อง เนื่องจากพบว่าการเมื่อ ร.ฟ.ท.ทำการตรวจสอบแล้ว ปรากฎว่ามีจำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องเพียง ประมาณ 1,732 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของแผ่นดินและของประชาชน คณะกรรมาธิการขอ เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยควรที่จะให้หน่วยงาน ภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ และดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ กับผู้กระทำความผิด หากพบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เพียงพอ ควรให้กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมด ตรวจสอบและทบทวนการดำเนินการต่างๆ ของตนเองว่ามีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดบ้าง และให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องหรือผิดพลาดนั้นโดยด่วนที่สุด
“โฮปเวลล์”โมฆะ
นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ อภิปรายว่า โครงการก่อสร้างโฮปเวลล์มีปัญหาว่าจะเป็นโมฆะ เช่น การยื่นซองประมูลที่มีผู้ยื่นซองเพียงรายเดียว คือ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) ขัดต่อกฎหมายพัสดุ อีกทั้งบริษัท
โฮปเวลล์เป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจขนส่งได้ โดยไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นต้น
“แม้จะมีการจดทะเบียนในประเทศ ไทย แต่ก็ยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เพราะมีจำนวนหุ้นกับจำนวนผู้ถือหุ้นมีต่างด้าวเกินกว่าครึ่งหนึ่ง”
อย่างไรก็ตาม ยังมีการทำสัญญาเมื่อปี 2539 ซึ่งทำให้โครงการนี้อาจ เป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น ต่อมาปีในปี 2540 คณะรัฐมนตรีมีมติเลิกสัญญา กับโฮปเวลล์ เพราะโฮปเวลล์ไม่ได้เร่ง ทำงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นเหตุแห่งการผิดสัญญา แต่ปัญหาอยู่ตรงที่มีการเปลี่ยนเหตุแห่งการยกเลิกสัญญา ให้มาเป็นการยกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งๆ ที่ควรบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่โฮปเวลล์กระทำผิดสัญญา
การบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่โฮปเวลล์ผิดสัญญานั้น จะทำให้โฮปเวลล์รับผิดชอบต่อภาครัฐฝ่ายเดียว เรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐไม่ได้ และเรียกร้องงบประมาณที่จ่ายไปแล้วไม่ได้ ส่วนการเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะมีผลแตกต่างกันคือ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยไม่มีประเด็นการผิดสัญญาของโฮปเวลล์ ผลประโยชน์ที่รัฐได้มาต้องส่งคืนให้โฮปเวลล์ ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายต่างๆ คืนจากรัฐ และผลประโยชน์ที่โฮปเวลล์ได้รับก็ต้องส่งคืนรัฐ
ชงตั้ง“วิชา มหาคุณ”สอบ
นพ.ระวี กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดการต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโต ตุลาการและศาลปกครองสูงสุด โดยโฮปเวลล์เรียกร้องค่าเสียหาย 14,700 ล้านบาท ซึ่งคดีมีการต่อสู้กันมาถึงปี 2562 ที่มีการพิพากษาโดยศาลปกครองสูงสุดให้รัฐต้องจ่ายเงินให้โฮปเวลล์ 24,000 ล้านบาท
“กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นตำนานอภิมหาค่าโง่ที่บัดซบที่สุดของประเทศ ไทย เพราะเขาผิดสัญญาแน่นอน เพียงแต่เราบอกเลิกสัญญาให้ถูกต้องเพื่อให้รัฐไม่ต้องเสียหาย ดังนั้น มีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลให้ได้ข้อเท็จจริง ที่อาจเป็นการทุจริตมิชอบของผู้เกี่ยวข้องย้อนหลังทั้งหมด และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดและบริษัทโฮปเวลล์”
นพ.ระวี กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดด้วยข้อมูลหลักฐานใหม่ เพื่อพิจารณาตัดสินใหม่ว่าประเทศไทยไม่ควรผิดในเรื่องนี้ เร่งแก้ไขพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ และวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง ไม่เพียงเท่านี้ ควรต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเลขานุการรมว.คมนาคม ของ นายมนตรี พงษ์พานิช รมว.คมนาคมในเวลานั้น คณะกรรมการดำเนินโครงการโฮปเวลล์ เมื่อปี 2532 เจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่รับจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ช่วงปี 2533-2541 คณะกรรมการบอกเลิกสัญญาคมนาคม และรมช.คมนาคม ที่เปลี่ยนเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญา
รวมไปถึงผู้แทนอัยการสูงสุด และ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและปลัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2533 มา สอบว่าการจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ ประเทศไทย ถูกกฎหมายหรือไม่ โดยขอเสนอให้ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาเป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมด
สภาส่งรายงานให้รัฐบาล
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษากรรมาธิการฯ กล่าวว่ากรณีโฮปเวลล์ ไม่ได้จบที่ศาลปกครอง ยังจะต้องไปศาลอื่นอีก เช่น ศาลคดีทุจริต เพราะการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะ จึงขอให้สภาฯ ส่งรายงานนี้ไปให้ รัฐบาลดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการอภิปรายเสร็จ ที่ประชุมไม่มีใครคัดค้านรายงานดังกล่าว สภาจึงมีมติเสนอรายงานดังกล่าวให้กับรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,607 หน้า 12 วันที่ 6 - 9 กันยายน 2563






