
เปิดรายงานกมธ. ศึกษาปม ‘โฮปเวลล์’(2) ฉ้อฉลให้ได้เงินภาครัฐ
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปิยะบุตร แสงกนกกุล (ก่อนจะพ้นส.ส.) เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ และถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์) พร้อมข้อสังเกตสำคัญ ข้อสังเกตด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และได้มีการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ในรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้พบข้อเท็จจริงและข้อพิรุธ ตามประเด็นที่ 14 ข้อพิพาทกรณีโฮปเวลล์อาจเป็น กระบวนการและแผนการฉ้อฉลเพื่อให้ได้เงินจากภาครัฐโดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงและข้อพิรุธ
ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเดิม บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มีผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยผู้หนึ่งที่มีข้อมูลเบื้องต้นว่า เป็นผู้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองและเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ในโครงการโฮปเวลล์มาแต่ต้น แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงเหตุในการบอกเลิกสัญญาสัมปทานกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จากเหตุที่ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ปฏิบัติ ผิดสัญญา มาเป็นเหตุตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางกฎหมายแก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด อันนำไปสู่การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการและศาลปกครองในเวลาต่อมาแล้ว
บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ประกาศขายหุ้น บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศ ไทย) จำกัด ที่ถืออยู่ทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท โดยชี้ชวนว่าผู้ที่จะซื้อหุ้นไปนั้นจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินกว่าสองพันล้านบาท
ต่อมาปรากฏว่ามีนิติบุคคลต่าง ด้าวสองรายมาซื้อหุ้นไปจาก บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ดังนั้น บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายไทย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทั้งตามหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 และตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่เป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
โดยหนึ่งในสองนิติบุคคลต่างด้าวดังกล่าวนั้นจดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศมอริเชียส (Mauritius) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นแหล่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลเพื่อหลบเลี่ยงภาษี และมีการกระทำในลักษณะหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการเงินในลักษณะต่างๆ
และหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่จากบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) มาเป็นบริษัทที่จดทะเบียนที่ประเทศมอริเชียส เมื่อ พ.ศ. 2548 ก็ปรากฏว่าชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยดังกล่าว ได้หายไปจากรายชื่อผู้ถือหุ้นของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
อันเป็นการผิดปกติวิสัยที่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่คาดว่าจะมีรายได้เป็นเงิน ไม่ตํ่ากว่าสองพันล้านบาท จะขายหุ้น หรือโอนหุ้นของตนให้บุคคลอื่น หรือให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับประโยชน์แทน และยังปรากฏข้อมูลเบื้องต้นที่สมควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปด้วยว่า ปัจจุบันผู้ ถือหุ้นที่เป็นคนไทยดังกล่าวยังคงเป็นผู้มีบทบาทติดต่อประสานงานในเรื่องต่างๆ ให้ บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งการดำเนินการทางกฎหมายกับกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย
จึงน่าเชื่อว่าผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยดังกล่าว น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลต่างด้าวที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นที่ประเทศมอริเชียสด้วย ยิ่งทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัยว่า เหตุใดผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยดังกล่าว จะต้องมีพฤติกรรมหรือการกระทำเช่น
ว่านั้น นอกจากนั้น ยังปรากฏว่าภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่จาก บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) มาเป็นบริษัทที่จดทะเบียนที่ประเทศมอริเชียส เมื่อ พ.ศ. 2548 จน ถึงปัจจุบัน กลับไม่ปรากฏว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกอบธุรกิจใดๆ และไม่ปรากฏว่ามีรายได้จากธุรกิจใดเลย
โดยมีการระบุในงบการเงินประจำปีว่า บริษัทจะมีรายได้จากคดีการเรียกร้องเงินจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยเท่านั้น อันเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปที่นำเงินมาลงทุนถึง 500 ล้านบาท จะพึงกระทำ
โดยมีข้อน่าสงสัยเพิ่มเติมด้วยว่า บุคคลใดเป็นผู้จัดหาและชำระเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ของ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศ ไทย) จำกัด ในปัจจุบันรวมทั้งค่าทนายความที่ดำเนินการทางกฎหมายให้แก่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตลอดมา
นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลเบื้องต้นที่น่าเชื่อได้ว่า ผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยดังกล่าว มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเมืองผู้ใหญ่ที่เคยเป็นผู้บริหารในกระทรวงคมนาคมในอดีตหลายคน รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับเหตุการบอกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์จากเหตุที่ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ปฏิบัติผิดสัญญา มาเป็นเหตุตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จนทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย
ดังนั้น จากข้อเท็จจริงและข้อมูลเบื้องต้น และข้อพิรุธที่เกิดขึ้นเป็นลำดับเป็นขั้นตอนดังกล่าวจนนำไปสู่การพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ชำระเงินให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโต ตุลาการเป็นเงินรวมกันทั้งหมดกว่า 24,000 ล้านบาท ทำให้น่าเชื่อว่าน่าจะเป็นแผนการฉ้อฉลที่มีผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังมาแต่ต้น
โดยมีการดำเนินการต่างๆ ต่อเนื่องเป็นระยะๆ ตลอดมา อันเป็นแผนการฉ้อฉลรัฐที่มีการวางแผนเตรียมการมา เพื่อจะนำไปสู่การที่จะทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางการเงินตามกฎหมายจากภาครัฐ ซึ่งแผนการนี้จะสำเเร็จเสร็จสิ้นลงเมื่อมีการชำระเงินจากภาครัฐตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
แต่ปัจจุบันแผนการนี้ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นลงเพราะยังไม่มีการชำระเงินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำต่างๆ ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงยังไม่ขาดอายุความ สมควรที่หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น จะพึงประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลให้ได้ข้อเท็จจริงและความชัดเจนในกรณีต่างๆ ที่กล่าวมาโดยเร่งด่วน
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,607 หน้า 10 วันที่ 6 - 9 กันยายน 2563






