thansettakij
thansettakij
นายกฯดัน "นิรโทษกรรม" คดีการเมืองปลดล็อกประเทศ

นายกฯดัน "นิรโทษกรรม" คดีการเมืองปลดล็อกประเทศ

17 มิ.ย. 63 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 07:45 น.

 "นายกฯ" ดันกฎหมาย "นิรโทษกรรม" คดีการเมืองปลดล็อกประเทศ แต่ไม่รวมคดีทุจริต

“พล.อ.ประยุทธ์” เดินเครื่องปรองดอง เตรียมออก “กฎหมายนิรโทษกรรม” มอบทีมงานรวบรวมข้อมูลคดีชุมนุมทางการเมือง เว้นคดีทุจริน คาดออกเป็นกฎหมายได้ไม่กลางปี ก็ปลายปีนี้ “ประสาร-พล.อ.เอกชัย”หนุนออกเป็น พ.ร.บ. ดึงทุกฝ่ายร่วมปรองดอง “โคทม”ชี้เป็นเวลาที่เหมาะสม

รัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรม “คดีชุมนุมทางการเมือง” เพื่อนำประเทศไปสู่การปรองดอง อันถือเป็นพันธกิจหนึ่งที่ต่อเนื่องมาจากตั้งแต่สมัยยึดอำนาจการปกครอง ในปี 2557 และได้มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ขณะเดียวกันก็ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้ “ทีมปฏิบัติการลับ” ไปรวบรวมรายชื่อบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีการเมือง ทั้งในชั้นศาล และการดำเนินคดีทั้งหมด เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการนิรโทษกรรม

เบื้องต้น จะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ที่ไม่รวมถึงคดีทุจริต และ คดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 

สำหรับช่วงเวลาที่จะนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า อาจจะดำเนินการในช่วงกลางปี หรือไม่ก็ปลายปีนี้

 

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และอดีตแกนนำ กปปส. แล้ว

 

ด้านแหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ แกนนำรัฐบาลได้พยายามประสานงานและติดต่อเพื่อดึงพรรคเพื่อไทย เข้ามาร่วมทีมรัฐบาล เพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐบาลปรองดองมาแล้ว เมื่อ 2-3 เดือนก่อน

 

“ประสาร”หนุนนิรโทษกรรม

นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของ สปช. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความพยามยามทุกภาคส่วน รวมทั้งภาครัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ขยับตัวในเรื่องนี้ โอกาสให้เป็นไปได้ยากเหมือนกัน

 

“ผมเข้าใจดีว่า เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยเวลา จะเร่งเหมือนมะม่วงบ่มแกสไม่ได้ ต้องให้สังคมเกิดความสุงอมขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย เราจะไปเร่งเวลามันก็ไม่ได้ จะวางเฉยก็ไม่เหมาะ จะก่อให้เกิดความปรองได้ต้องมีตัวกฎหมายออกมา ถ้าอารมณ์ของผู้คนไม่ต้อนรับกฎหมาย ก็ออกมาไม่ได้”

 

อย่างไรก็ตาม นายประสาร ชี้ว่า ถ้าจะมีการนิรโทษกรรม สมควรออกเป็นพ.ร.บ เพราะถ้าเป็นพระราชกำหนด (พ.รก) จะละเลยบทบาทความสำคัญของส.ส และถ้าออกมาเป็น พ.ร.ก. อาจดูคับแคบไปหน่อยในแง่ของการยอมรับ

 

“เรื่องการปรองดองควรเป็นความพยายามของทุกภาคส่วน ไม่ว่าภาคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล ส.ส. ส.ว. ภาคประชาชน หรือบรรดากลุ่มที่เป็นผู้แค้น สีเหล้อง สีแดง กลุ่มสีธงชาติ หรือกลุ่มไหนก็แล้ว เราควรใช้ความพยายามเพื่อนำไปสู่บรรยากาศการปรองดอง สร้างความรู้สึกร่วมกันในการที่จะก่อให้เกิดความปรองดอง”

นายกฯดัน "นิรโทษกรรม" คดีการเมืองปลดล็อกประเทศ

นายประสาร กล่าวด้วยว่า นัการเมืองควรคำนึงถึงทิศทางที่จะก่อให้เกิดความปรองดองโดยมีเงื่อนไขที่สามารถจะรับกันได้อย่างกว้างขวาง คือ

 

1.ไม่ยกคดีให้คนที่ผิดด้านคอร์รัปชัน คนไม่ควรได้อานิสงค์คือ คนทุจริต 2.คนที่ผิด มาตรา 112 คือละเมิดสถาบัน และ 3.ผู้ที่ผิดอาญาร้ายแรง ประเภทที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต หรือประเภททำให้ถึงแก่ทรัพย์สินและชีวิตรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ นอกนั้นเป็นความผิดลหุโทษ ความผิดจราจร ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาชุมนุมและถูกจับไป ต้องได้ยกเว้น

 

“ในรัฐบาลปัจจุบัน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนจะเป็นไปทิศทางนี้จะดีไหม พล.ประยุทธ์ ควรจะทำ และถ้าประกาศว่าเดินหน้าในการสร้างความปรองดอง แล้วมีปฏิบัติการจริงคือ ทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นจริง เช่น ส่งสัญญาณไปทางส.ส ผ่านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปคิดเรื่องนี้มา ขณะเดียวกันให้อาศัยสถาบันการศึกษาเช่น สถานพระปกเกล้า หรือสร้างบรรยากาศการเข้าใจในทางบวกต่อกันให้มากกว่านี้ และใช้การเคลื่อนไหวทางกฎหมายให้เกิดการออกเป็นพ.ร.บ.” นายประสาร แนะนำ

 

ชี้เป็นเวลาที่เหมาะสม

 

ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวว่า เห็นด้วยและเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้พยายามผลักดันกันมานานแล้ว

 

ส่วนความกังวลว่าอาจเป็นชนวนความขัดแย้งขึ้นใหม่นั้น พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า จะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่การนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แต่มีการทำอย่างเป็นขั้นตอน มีรายละเอียดที่ชัดเจน

 

“การนิรโทษกรรมที่เราเสนอนั้นจะเป็นการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ไม่รวมความผิด ม.112 ไม่รวมคดีอาญาที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง หรือบาดเจ็บล้มตาย ไม่รวมความผิดคดีทุจริต และนิรโทษกรรมเฉพาะมวลชนที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง ไม่รวมถึงแกนนำ”

 

ส่วนกรอบเวลาคือ คดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับแต่การยึดอำนาจของคมช. เมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองในชุดสนช.เสนอให้นิรโทษกรรมถึงปี 2557 แต่เพื่อให้ครอบคลุมถึงความผิดจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากนั้น เช่น การเคลื่อนไหวของกลุ่มอยากเลือกตั้ง เป็นต้น เห็นว่าครั้งนี้ควรจะขยายให้ถึงวันยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด"

 

พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า “เวลานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว เพราะเพื่อไทยก็มีไปอยู่กับพลังประชารัฐ แกนนำทั้งพันธมิตรฯ นปช. หรือ กปปส. ก็ถูกตัดสินไปอยู่ในคุกแล้ว และจะเจอกันอีกหลายคดี ถึงเวลาที่น่าจะทำเรื่องนี้เพื่อให้สังคมคืนสู่ความปรองดองเสียที”

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอนิรโทษกรรมคดีการเมืองถึงมือรัฐบาลแล้ว เรื่องนี้ต้องเริ่มที่รัฐบาล โดยหากนายกฯ ส่งสัญญาณให้มีการตั้งกรรมาธิการฯ เต็มทั้งรัฐสภาขึ้นมาพิจารณาเพื่อเปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ถ้ารัฐบาลทำไปเองอาจไม่ครอบคลุม และรัฐสภามีฐานะเป็นผู้แทนปวงชนมีความชอบธรรมที่จะทำเรื่องนี้ เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป

 

 “โคทม”หนุนตั้งต้นใหม่

 

นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า ถ้ามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเชื่อว่าจะมีผลบวกต่อการเมืองไทย แต่ต้องมีคำอธิบายระดับหนึ่ง ให้ดูด้วยว่า กรณีมีคนคัดค้านด้วยเหตุผลใด ให้แลกเปลี่ยนกันดูว่าอะไรเป็นอะไร และคิดว่าช่วงหลังโควิดไม่ระบาดจะเป็นโอกาสดี ซึ่งตอนนี้หลายคนโดนคดีต่างๆ อยากจะให้พลิกหน้ากระดาษเพื่อตั้งต้นใหม่แล้วเดินหน้าต่อ

 

“เรื่องนิรโทษกรรมจะสำเร็จไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่เอาด้วย รัฐบาลต้องเป็นคนตัดสินใจเลย” นายโคทม ระบุ

 

หนุนออกพรบ.นิรโทษฯ

 

ขณะที่ นายสติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า มองในแง่ความปรองดองของประเทศ ก็พอได้ ซึ่งต้องดูด้วยว่านิรโทษกรรมใครบ้าง ที่คนเห็นตรงกันคือควรนิรโทษกรรมคนเข้าร่วมชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่แกนนำหรือผู้ที่ก่อเหตุมีคดีอาญา ต้องแยกแยะเป็นเรื่องๆ และถ้าจะนิรโทษกรรมควรเริ่มจากม็อบปี 2548 จนถึงปัจจุบัน”

 

นายสติธร กล่าวว่า หากดำเนินการควรเป็นรูปแบบของพ.ร.บ.จะได้ผ่านสภา ใช้เวทีรัฐสภา เพราะถ้าออกเป็นพ.ร.ก. จะต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน และต้องดูให้ชัดว่านิรโทษกรรมแค่ไหน ไม่สุดซอยหรือไม่เหมารวม คนพอจะรับได้