
เปิดโพยกรรมการบริหารพปชร.ใครฝั่งใคร
เป็นข่าวการเมืองที่ “ฮือฮา” แทรกขึ้นมาระหว่างที่ “รัฐบาลลุงตู่” กำลังทำสงครามกับไวรัสโควิด-19
เป็นเรื่องราวความขัดแย้งการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่มีเป้าหมายไปที่การเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรค
เมื่อมีรายงานข่าวว่า เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐ อย่างหนัก เพื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจาก นายอุตตม สาวนายน และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค จนเกิดความปั่นป่วนขึ้น โดยมีการผลักดัน บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นเลขาธิการพรรค
แผนการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค พปชร.ในครั้งนี้ เป็นการรวมพลังของ พล.อ.ประวิตร กับบรรดาแกนนำของพรรคที่รวมกำลังกันหลายสาย อาทิ นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายอนุชา นาคาศัย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค และต้องการปรับใหญ่คณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน ภายหลังการประชุมพรรคตามกฎหมาย
ปฏิบัติการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่มอบหมายให้ใครดำเนินการ หรือแค่ส่งสัญญาณ แต่ พล.อ.ประวิตร เป็นผู้บอกกล่าวด้วยวาจาด้วยตัวเองกับ นายอุตตม ว่า ขอให้ลาออกจากหัวหน้าพรรค และ พล.อ.ประวิตร จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน โดยส่ง "เสธ.อ." ไปบอกกล่าวและกดดันให้นายอุตตม เขียนใบลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ได้รับการปฏิเสธ จากนายอุตตม ที่จะเขียนใบลาออก
ขณะเดียวกันก็มีการเคลื่อนไหวจาก "เสธ.อ." ซึ่งเป็นมือขวาในปฏิบัติการของ พล.อ.ประวิตร ด้วยการโทรศัพท์ และเดินทางไปล็อบบี้ให้กรรมการบริหารพรรรคหลายคนให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยตั้งเป้าว่าให้ลาออกเกินครึ่งหนึ่งของกรรมการ ซึ่งจะมีผลทำให้นายอุตตม ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ อันจะนำไปสู่การล้างไพ่ใหม่ และสามารถเรียกประชุมใหญ่ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้
แต่ขณะนี้ คณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ยังไม่ตอบรับการลาออกตามแผนการนี้ ซึ่งการ “ล้างไพ่” กรรมการบริหารพรรค พปชร.ครั้งนี้มีจุดประสงค์อย่างเดียว เพื่อรองรับการปรับ ครม. ที่ “กลุ่มบิ้กป้อม” คาดการณ์ว่าจะมีขึ้นหลังจากวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่จะเรียกประชุมใหญ่ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์ โควิด-19 ยังลากยาวเป็นอย่างนี้
ทั้งยังมีรายงานด้วยว่า หากสามารถเปลี่ยนกรรมการพรรคใหม่ได้ จะมีการปรับ ครม. โดยวางตัว พล.อ.ประวิตร เข้าไปเป็น รมว.มหาดไทย นายสันติ พร้อมพัฒน์ จะเป็น รมว.คลัง ศ.ดร.นฤมล จะเป็น รมช.คลัง นายณัฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรมว.พลังงาน นายอนุชา นาคาศัย จะเป็น รมว.ศึกษาธิการ นายสุชาติ ชมกลิ่น จะเป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ
สำหรับการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคนั้น นอกจากกรรมการบริหารพรรคลาออกเกินครึ่งหนึ่งแล้ว ยังจะเกิดได้อีกในกรณี “หัวหน้าพรรค” ลาออก และกรณี “คณะกรรมการบริหารพรรค” มีมติเสียงเกิน “ครึ่งหนึ่ง” ให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค
ปัจจุบัน กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีทั้งหมด 34 คน ไล่เลียงดูแล้ว ดูเหมือนฝ่ายที่ “กุมเสียงข้างมาก” ในกรรมการบริหารพรรคไว้ได้ จะเป็นฝ่ายของ ลุงตู่- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่มีกรรมการบริหารพรรคอยู่ในมือราว 16 คน ประกอบด้วย
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการ, นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ เหรัญญิกพรรค, นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล, นายไผ่ ลิกค์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายชาญวิทย์ วิภูศิริ, ,นายสุพล ฟองงาม, นายชวน ชูจันทร์, นายสันติ กีระนันท์, นางประภาพร อัศวเหม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์
ขณะที่ขั้วของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีกรรมการบริหารพรรคราว 11 คน ประกอบด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์, นายสุรชาติ ศรีบุศกร, นายนิโรธ สุนทรเลขา, นายอนุชา นาคาศัย
นอกจากนั้น ยังมีคนที่ยังไม่ปรากฏชัดว่าอยู่ขั้วใด อาจจะเรียกว่าเป็น “ขั้วตัวแปร” ก็ว่าได้ มี 7 คน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน,นายสกลธี ภัทธิยกุล, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายอิทธิพล คุณปลื้ม, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, นายนิพันธ์ ศิริธร และ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์
ต้องยอมรับว่า มีความพยายามที่จะยึดกุมอำนาจการบริหารพรรค พปชร. โดย “กลุ่มของบิ๊กป้อม” มาครั้งหนึ่งแล้ว ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของพรรค พปชร. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา
ซึ่งครั้งนั้นมีการวิ่งล็อบบี้กันอุตลุด จนเกิดปัญหาภายในพรรคขึ้น และสามารถประนีประนอมกันได้ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนกรรมการบริหารพรรคจากที่มีอยู่ 24 คน เป็น 34 คน
โดยมีกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมลาออกไป 7 คน ก่อนจะมีการเลือกเพิ่มมาอีก 17 คน และมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพิ่ม 2 คน คือ นายอนุชา นาคาศัย และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีการแต่งตั้ง กรรมการบริหารพรรคใหม่ 17 คน แต่กรรมการบริหาร สาย “4 กุมาร” และ “สุริยะ” ยังกุมเสียงส่วนใหญ่ไว้ได้ ทำให้ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ยังรักษาตำแหน่งหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ได้นั่งเลขาธิการพรรคเหมือนเดิม
มาครั้งนี้ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ความพยายามของ “ขั้วบิ๊กป้อม” ที่จะยึดพรรค พปชร. จะประสบความสำเร็จหรือไม่ น่าติดตามยิ่งนัก...






