
‘ยูเอ็น’เรียกร้องโลกเร่งผลิตวัคซีนโควิด ‘จีน’ทดลองกับอาสาสมัครตั้งเป้า 1,396 คน
“ยูเอ็น” เรียกร้องทั่วโลกเร่งผลิตวัคซีน-ยาพิชิตโควิด-19 หวังทุกประเทศเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะที่ “จีน” เริ่มทดลองวัคซีนกับอาสาสมัครระยะแรก 288 คน และระยะ 2 อีก 1,108 คน
สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ณ วันที่ 21 เมษายน 2563 พบยอดผู้ติดเชื้อรวม 2,481,287 ราย เพิ่มขึ้น 73,948 ราย รักษาหายแล้ว 646,260 ราย เพิ่มขึ้น 29,581 ราย เสียชีวิต 170,436 ราย เพิ่มขึ้น 5,367 ราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 792,759 ราย เสียชีวิต รวม 42,514 ราย
ขณะที่ในอาเซียนที่ยังมียอดผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่องคือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ส่วนประเทศไทยแม้ผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังจัดอยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยง ทางออกของหลายประเทศนอกจากการป้องกันด้วยมาตรการต่างๆ หลากหลายรูปแบบแล้ว อีกด้านหนึ่งการค้นคว้าวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นวาระสำคัญที่ทั่วโลกเร่งวิจัยอย่างจริงจังและรวดเร็วขึ้น
“ยูเอ็น”เรียกร้องเร่งผลิตวัคซีน
ล่าสุด ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีมติเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งการผลิต พัฒนา และการเข้าถึงยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียม เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)
โดยมติยูเอ็นระบุ ให้ นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกประเทศที่จำเป็น สามารถเข้าถึงการทดสอบหาเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงเวชภัณฑ์ ยา และวัคซีน ที่กำลังพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา
มติดังกล่าวเน้นยังยํ้าถึงพื้นฐานของระบบ UN ในการประสานงานทั่วโลก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสนับสนุนประเทศสมาชิกของ UN 193 ประเทศ รวมทั้งยอมรับบทบาทความสำคัญขององค์การอนามัยโลก
จีนทดลองวัคซีนกับคน
สอดคล้องกับท่าทีของจีน ที่ได้เริ่มทดลองวัคซีนแล้ว โดยสำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จางอวิ๋นเทา รองประธานบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติจีน (CNBG) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกลุ่มเภสัชกรรมแห่งชาติจีน หรือ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) และเป็นบริษัทที่พัฒนาวัคซีน ได้ทดลองทางคลินิกของวัคซีน 2 ชนิดเชื้อตาย 2 ตัวแล้ว โดยระบุว่า ทางบริษัทได้ตรวจ สอบสภาพร่างกายของผู้รับวัคซีนอย่างใกล้ชิด
การทดลองทางคลินิกซึ่งเริ่มในวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา จะดำเนินการกับอาสาสมัคร 288 คน ในระยะแรก และกับอาสาสมัคร 1,108 คน ในระยะที่ 2 ซึ่งอาสาสมัครทั้งหมดล้วนมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุมากกว่า 6 ปี
วัคซีนชนิดเชื้อตายที่ใช้ไวรัสที่ตายแล้ว ในการปลูกถ่ายหน่วยความจำของเซลล์ภูมิคุ้มกัน คาดว่าจะทำให้เมื่อผู้ได้รับวัคซีนถูกโจมตีด้วยไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิ คุ้มกัน ซึ่งวัคซีนดังกล่าวมีข้อได้เปรียบ ได้แก่ กระบวนการผลิตวัคซีนที่ผ่านการพัฒนามาแล้ว มาตรฐานด้านคุณภาพที่ควบคุมได้ และช่วงการป้องกันที่หลากหลาย
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทำการทดสอบตัวอย่างวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย ในแหล่งผลิตวัคซีนของ บริษัท ซิโนฟาร์ม ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้แสวงหาวิธีการทำให้เชื้อไวรัสหมดฤทธิ์ และการทำให้บริสุทธิ์ปลอดจากสารอื่น
สูตรต่างๆ และปริมาณวัคซีน อันเป็นกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนด้วย โดยใช้ลิง 2 ชนิด, หนู 3 ชนิด, กระต่าย และหนูตะเภา เพื่อทดสอบการโจมตีของไวรัสก่อนการทดลองทางคลินิก
จากประสบการณ์ในการพัฒนาวัคซีนโรคซาร์ส ก่อนหน้านี้ ซิโนวัค (Sinovac) บริษัทผู้พัฒนาวัคซีน 1 ใน 2 ตัวข้างต้น ได้ร่วมมือกับสถาบันต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน และสถาบันห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สัตว์ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน
“ไฟเซอร์”คาดได้ใช้วัคซีนปี 64
ในส่วนของประเทศ ไทย ก็ไม่แพ้ต่างชาติ เมื่อมูลนิธิไฟเซอร์ ประเทศไทย เร่งค้นคว้าวิจัยยา-วัคซีน ให้ใช้ ได้ในปี 2564 โดย นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึงแนวทางการวิจัยของบริษัทในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การค้นหายาที่มีฤทธิ์ต้าน หรือรักษาไวรัส
ขณะนี้ประสบความสำเร็จในการค้นหาสารโครง สร้างที่มีการออกฤทธิ์ต่อโควิด- 19 ซึ่งมีในฐานข้อมูลอยู่แล้ว และจะเข้าสู่การวิจัยในสัตว์ทดลอง และต่อยอดในมนุษย์ต่อไป ถ้าผลทดลองในสัตว์เป็นไปด้วยดี คาดว่าจะสามารถทดลองในมนุษย์ได้ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และกระจายทั่วโลกได้ในปี 2564
อีกแนวทางการวิจัยคือ การพัฒนาวัคซีนเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันปัญหาของระบบสาธารณสุขในวงกว้าง โดยร่วมมือกับบริษัทวิจัยในประเทศเยอรมนี ไบโอฟาร์มาซูติคอล นิว เทคโนโลยี Biopharmaceutical New Technologies หรือ BioNTech ในการพัฒนาวัคซีน ที่ถือว่าเป็น First in Class หรือวัคซีนตัวแรกสำหรับโควิด-19 ที่พัฒนามาจาก mRNA vaccine โดยวางแผนทำงานวิจัยในมนุษย์ภายในเดือนเมษายนนี้ ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป เป็นเป้าหมายแรก
“หากผลวิจัยเป็นไปตามที่คาดหวัง มีประสิทธิภาพดี สามารถเร่งการวิจัยและผลิตได้ภายในสิ้นปี 2563 กระจายในวงกว้างได้ภายในปี 2564” นพ.นิรุตติ์ กล่าว
นับเป็นอีกความหวังของชาวโลก ที่หลายประเทศผนึกกำลังเร่งวิจัยวัคซีน ที่เสมือนอาวุธอันทรงพลังไว้ต่อ สู้กับโรคอุบัติใหม่ ไวรัสโควิด- 19 ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,568 วันที่ 23-25 เมษายน 2563






